เหตุเกิดที่ใดดับที่นั่น

เหตุเกิดที่ใดดับที่นั่น

เมื่อครั้งที่ชายหนุ่มสองคนนามว่า อุปติสสะกับโกลิตตะ เบื่อหน่ายการครองเรือนจึงได้ออกแสวงหาธรรมอันจะนำ

ไปสู่ความหลุดพ้น โดยแยกกันไปคนละทาง สัญญากันว่าใครพบธรรมนั้นก่อนก็จะมาบอกอีกคนหนึ่งให้รู้ธรรมด้วย

ในกาลต่อมาอุปติสสะได้พบพระอัสสชิที่กรุงราชคฤห์ ก็เกิดความเลื่อมใส จึงได้ถามว่า ผู้ใดเป็นศาสดาของท่าน ศาสดาของท่านสอนว่าอย่างไร พระอัสสชิซึ่งเป็นพระอรหันตสาวกของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไม่นานตอบว่า ศาสดาของท่านคือพระสมณโคดมพุทธเจ้า แต่ตัวท่านเป็นพระใหม่ ยังรู้ธรรมไม่มาก สอนใครไม่ได้ แต่ท่านบอกหัวข้อธรรมว่า “เย ธัมมา เหตุปปะภะวา เตสัง เหตุ ตะถาคะโต เตสัญจะ โย นิโรโธจะ เอวัง วาที มะหาสะมะโณ” แปลได้ว่า “ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสบอกถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พร้อมทั้งความดับแห่งเหตุของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสสอนอย่างนี้” เมื่อได้ฟังแล้ว อุปสิสสะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุพระโสดาบัน หลังจากนั้นจึงนำข้อธรรมไปบอกแก่โกลิตตะตามสัญญาที่ให้ไว้แก่กัน เมื่อโกลิตตะได้ฟังก็พระโสดาบันเช่นกัน ต่อมาอุปติสสะรู้จักในชื่อพระสารีบุตรผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและเป็นเลิศในทางมีปัญญามาก ส่วนโกลิตตะคือพระโมคคัลลาน์ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเป็นเลิศในทางมีฤทธิ์มากนั่นเอง

ธรรมข้อที่พระอัสสชิได้แสดงแก่ พระสารีบุตรเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มอุปติสสะนั้น กล่าวกันว่าเป็นธรรมหัวข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง เป็นหัวใจของการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อนี้ ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมนำมาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทุกปัญหา นั่นคือ เหตุเกิดจากอะไรก็ต้องแก้ไขที่เหตุนั้น หาเหตุให้พบ เมื่อพบเหตุแล้วย่อมจะหาทางแก้ไขได้ แต่ถ้าไม่พบเหตุแห่งปัญหาก็หาทางแก้ไขไม่ได้ เช่น หมอรักษาคนป่วย การที่จะรักษาได้ก็ต้องหาสาเหตุของการเจ็บป่วย ว่าเกิดจากอะไร เชื้อโรคตัวไหน เมื่อรู้แล้วก็สามารถรักษาคนให้หายป่วยได้ ถ้าคนนั้นยังไม่ถึงที่ตาย

ปัญหาทางโลกทุกอย่างย่อมใช้ธรรมเข้ามาปรับใช้ได้ ธรรมของพระพุทธเจ้ามีให้เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับโลกียะ คือการใช้ชีวิตของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป จนถึงระดับโลกุตตระ คือการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นสิ้นกิเลสตัณหา

บ้านเมืองเราได้ชื่อว่า เป็นเมืองพุทธ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่ได้เป็นประเทศเขตแดนเดียวเช่นปัจจุบัน ตามประวัติศาสตร์ฉบับทางการ ก็ว่าพระพุทธศาสนาเจริญมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย อาจจะมีบางช่วงเวลาที่เสื่อมลง แต่ก็กลับรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่จนถึงปัจจุบัน บรรพบุรุษของเราได้ใช้พระพุทธศาสนาเป็นธงนำในการใช้ชีวิตด้วยดีเสมอมา

ปัจจุบันปัญหาสังคมมีมากมาย หากเราพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระอัสสชิแสดงแก่หนุ่มอุปติสสะว่า “ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสบอกถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พร้อมทั้งความดับแห่งเหตุของธรรมเหล่านั้น” นำมาปรับใช้ นั่นคือ ปัญหาทั้งหลายย่อมมีเหตุให้เกิด ต้องหาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาแล้วแก้ไขเหตุนั้น ก็จะมีทางสำเร็จลงได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอันหนึ่งในขณะนี้ ก็คือ กรณีการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ของกองทัพบกไทย ที่ปรากฏออกมาแน่นอนแล้วว่า ใช้งบประมาณของทางราชการส่วนหนึ่ง และเงินที่ได้รับการบริจาคจากประชาชนส่วนหนึ่ง มีการตั้งข้อสงสัยว่า จะมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น จึงมีการขุดคุ้ยโดยภาคประชาชนและสื่อมวลชน จนกลายเป็นเรื่องร้อนที่กระทบถึงความเชื่อถือของประชาชนต่อรัฐบาล และ คสช. ที่ประกาศว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งรวมถึงปัญหาการคอร์รัปชันด้วย แต่กลับกลายเป็นว่าถูกตั้งข้อสงสัยว่าในกระแสการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น

เมื่อมีข้อสงสัยว่าจะมีการคอร์รัปชัน สิ่งที่รัฐบาล และ คสช.ต้องทำ ก็คือ นำหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริงมาแสดง มาโต้แย้ง มาอธิบายให้เห็นจริงว่า ไม่มีการคอร์รัปชัน นั่นจึงจะเป็นการแก้ไขที่เหตุ ดับที่เหตุ ไม่ใช่การจับกุมคุมขังผู้ที่ตั้งข้อสงสัย ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นกัน หากมีการตั้งข้อสงสัยว่ามีการคอร์รัปชัน ก็ต้องนำหลักฐาน มายืนยันว่าไม่มีการคอร์รัปชัน ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

การจับกุมคุมขังผู้ที่ตั้งข้อสงสัยในเรื่องใดก็ตาม หาใช่การดับที่ปลายเหตุ พระพุทธเจ้าแนะนำให้ดับที่ต้นเหตุ จึงจะดับได้จริง หากดับที่ปลายเหตุย่อมไม่มีเกิดผลแต่อย่างใด ทั้งยังอาจจะทำให้เกิดความยุ่งยากบานปลาย จนสุดจะคาดคิดก็เป็นไปได้

พระพุทธเจ้าสอนว่า เหตุเกิดที่ใดให้ดับที่นั่น ดังนั้น ให้ดับที่ต้นเหตุเถิด