ทบทวนหลักกฎหมายค้ำประกันจากคำพิพากษาศาลฎีกา

ทบทวนหลักกฎหมายค้ำประกันจากคำพิพากษาศาลฎีกา

ตามที่กฎหมายค้ำประกันที่ได้มีการแก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2558 ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ. และ ก.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี กว่าที่เราจะได้เห็นการตีความบังคับใช้กฎหมายค้ำประกันใหม่ของศาล ก็คงจะต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะเมื่อเกิดคดีพิพาทขึ้น กว่าคดีจะสิ้นสุดที่ศาลฎีกาก็ใช้เวลานานหลายปีทีเดียวค่ะ

วันนี้เราจะมาศึกษาหลักกฎหมายค้ำประกันจากคำพิพากษาฎีกา ที่ออกมาก่อนที่กฎหมายใหม่จะใช้บังคับ เพื่อทบทวนหลักกฎหมายในเรื่องค้ำประกัน ซึ่งยังมีบางส่วนที่ยังคงหลักการเดิมไว้อยู่ แม้ว่าจะได้มีการออกกฎหมายใหม่มาใช้แล้วก็ตาม

มาตราที่เป็นหัวใจหลักของกฎหมายค้ำประกัน คือ มาตรา 681 ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้

“มาตรา 681 อันค้ำประกันนั้น จะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์

หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้ แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จํานวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน เว้นแต่เป็นการค้ำประกัน เพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวตามมาตรา 699 จะไม่ระบุระยะเวลาดังกล่าวก็ได้

สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้ หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น

หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้ เพราะทำด้วยความสำคัญผิด หรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้นก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าหากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้น ในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน”

ตัวอย่างการบังคับใช้มาตรา 681 ที่น่าสนใจมีดังนี้

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1268/2555 สรุปหลักกฎหมายได้ว่า สิทธิและหน้าที่ และความรับผิดต่างๆ ของผู้ค้ำประกันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท โดยศาลฎีกาได้อธิบายไว้ในคำพิพากษาว่า ค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันหาได้มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ โดยอาศัยความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่าง ซึ่งต้องกระทำเป็นการเฉพาะตัวไม่ ผู้ค้ำประกันมีความผูกพันต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้อันเป็นความผูกพันในทางทรัพย์สินเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เมื่อ พ. ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหนี้อันสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่ พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ผู้กู้ยังไม่ผิดสัญญาหรือผิดนัดก็ตาม สัญญาค้ำประกันก็หาได้ระงับไปเพราะความตายของ พ. ไม่ โดยสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ตามสัญญาค้ำประกันที่ พ. ทำกับโจทก์ จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1600

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2552 ศาลฎีกาพิพากษาว่าแม้การจดทะเบียนจำนองและจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเป็นประกันหนี้ จะทำขึ้นก่อนเวลาที่โจทก์จะส่งมอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ ป.พ.พ. มาตรา 707 ว่าด้วยจำนอง บัญญัติว่า “บทบัญญัติมาตรา 681 ว่าด้วยค้ำประกันนั้นท่านให้ใช้ได้ในการจำนอง อนุโลมตามควร” ดังนั้น เมื่อต่อมาโจทก์มอบเงินกู้ทั้ง 2 จำนวนแก่จำเลยที่ 1 หลังจากทำสัญญาจำนองกันดังกล่าวหนี้เงินกู้ในส่วนนั้นก็สมบูรณ์ การจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวล่วงหน้า จึงบังคับแก่กันได้

พึงสังเกตว่า ศาลฎีกาในคดีข้างต้นนี้ นำหลักกฎหมายเรื่องการค้ำประกันหนี้ในอนาคตมาปรับใช้ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นการจำนองประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมที่มีการทำสัญญากู้ยืมไว้แล้วมิใช่หนี้ในอนาคต เพียงแต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับเงินที่กู้ยืมเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองตามมาตรา 702 อยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องบังคับตามมาตรา 707 ประกอบมาตรา 681 แต่อย่างใด

การค้ำประกันเพื่อเป็นประกันหนี้ ที่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ในอนาคตที่มีผลผูกพันกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 จะต้องพิจารณาจากสัญญาค้ำประกันว่า มีข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว ย่อมนำบทบัญญัติดังกล่าวมาอ้าง เพื่อให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่ได้ ปรากฏตัวอย่างตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5133/2550 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า ตามที่โจทก์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ขอสัญญาว่าถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะกระทำการดังที่ระบุไว้ จำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน

 ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันจะได้กระทำกันก่อนที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ แต่ก็เป็นการประกันความรับผิดในหนี้ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งหนี้นั้น อาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ หนี้จึงเกิดขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

วันนี้เราทบทวนหลักกฎหมายกันเท่านี้ก่อน พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ

----------------------

วิภานันท์ ประสมปลื้ม

บริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด