COP21 สร้างโอกาสรับมือวิกฤติโลกร้อน

COP21 สร้างโอกาสรับมือวิกฤติโลกร้อน

ผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนและปริมาณก๊าซเรือนกระจกมีสูงขึ้น

ได้ส่งผลกระทบเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่นักวิทยาศาสตร์และสังคมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น สภาวะแห้งแล้งและขาดน้ำที่ยาวนาน สภาวะน้ำท่วมฉับพลัน อุทกภัย หรือภัยพิบัติอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรก่อให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชากรทุกมุมโลก การดำรงชีวิต การเข้าถึงทรัพยากรและอาหาร หรือการผลิตอาหารให้พอเพียงต่อจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น

ประเทศไทยได้มีความตื่นตัวในภาครัฐโดยนายกรัฐมนตรี ได้มีการกล่าวสุนทรพจน์ และกล่าวถึงแนวทางที่ประเทศไทยจะมีความร่วมมือในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในการประชุมCOP21 หรือการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 ณ กรุงปารีส ในวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยไทยมีการจัดทำและนำเสนอแผนแม่บทในระดับประเทศ และแผนการใช้พลังงานให้เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศในอนาคต เพื่อการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้ประชาคมโลกได้รับรู้

ส่วนในระดับนานาชาติ มีการพัฒนาข้อตกลงการลดภาวะโลกร้อน ตั้งแต่พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับเดียวที่จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนแต่กำหนดให้เฉพาะประเทศร่ำรวย (ประเทศที่พัฒนาแล้ว) ปฏิบัติตาม โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 5% ภายในปี 2012 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการใดที่ทำให้แต่ละประเทศปฏิบัติอย่างจริงจัง

 สำหรับการประชุมที่กรุงปารีสถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่มีประเทศมากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย โดยที่จุดประสงค์หลักของการประชุมนี้ คือการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จากวิกฤติโลกร้อน โดยนานาประเทศเรียกร้องให้การประชุม COP21 กำหนดให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยสาระสำคัญมีดังนี้

สาระสำคัญของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) มีดังนี้ 

1.จำกัดการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ ไม่เกิน” 2 องศาเซลเซียส โดยมีความพยายามที่จะให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นพ้องว่า จะช่วยลดภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2.ข้อตกลงร่วมกัน  ฉบับแรก ที่ได้รับการยอมรับจากทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งข้อตกลงใหม่นี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นข้อตกลงเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลกอย่างแท้จริงฉบับแรก โดยผูกพันทั้งชาติร่ำรวยและชาติยากจนให้ดำเนินการควบคุมการปล่อยไอเสียก๊าซเรือนกระจก โดยที่ก่อนหน้านี้ พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) ซึ่งเป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับเดียว ที่จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้มุ่งเน้นเฉพาะประเทศที่ร่ำรวย

3.ตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือกับประเทศที่ยากจนกว่า โดยได้มีการกำหนดว่า ชาติที่พัฒนาแล้วต้องจัดหาเงินช่วยเหลือด้านภูมิอากาศแก่ประเทศกำลังพัฒนา 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีให้ได้ภายในปี 2020 เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือ ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งนำมาใช้ในการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวผ่านทางการใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทน 

4.เพื่อการเผยแพร่เป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และให้มีการพิจารณาทบทวนแก้ไขเป้าหมายดังกล่าวทุกๆ 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2030 ซึ่งข้อตกลงนี้ กล่าวว่า แต่ละประเทศควรพยายามที่จะลดปริมาณการส่งออกก๊าซคาร์บอน”โดยเร็วที่สุด” 

5.การเข้าถึง ภาวะสมดุลคาร์บอน (carbon neutral)” ภายในปี 2050? ซึ่งข้อตกลงใหม่นี้มีเป้าหมาย เพื่อให้ภาวะคาร์บอนของโลกเช้าสู่ภาวะสมดุลภายในปี 2100 โดยมีการจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ให้อยู่ในระดับที่ระบบนิเวศจะสามารถดูดซับได้

โดยสรุปการประชุม COP21 มีจุดประสงค์มุ่งเน้น

1.การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

2.การเปลี่ยนแปลงแนวทางในการทำธุรกิจปัจจุบัน ให้คำนึงถึงสภาพแวดล้อมและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากจุดประสงค์ทั้ง 2 ข้อ จะพิจารณาความแตกต่างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ที่เปลี่ยนไปในบริบทของแต่ละประเทศ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ที่จะมีกองทุนที่สนับสนุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยพิจารณาระบบสังคมและเศรษฐกิจที่ต่างกัน และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศ ดังนั้นประชาชนไทยจึงควรจะมีการเตรียมตัวต่อการพัฒนา เพื่อลดภาวะโลกร้อนและปริมาณก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งแนวทางการปรับตัวเพื่อลองรับต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยปัจจุบันประชาชนไทยอาจจะมีความเข้าใจน้อยอยู่

ดังนั้นควรมีการเริ่มเตรียมตัวและศึกษากรอบแนวคิด ต่อการปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในเชิงความสำคัญ ซึ่งอาจจะพิจารณาจากจุดยืนและมุมมองที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น การพิจารณาเป็นรายภาคส่วน รวมทั้งภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยว หรือพิจารณาเป็นพื้นที่ เช่น ชุมชนเมือง ชุมชนชนบท ชุมชนที่ลุ่ม ชุมชนชายฝั่ง หรือพิจารณาเป็นกลุ่มสังคม เช่น นักธุรกิจ เกษตรกร ผู้ชายผู้หญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ โดยการปรับตัวนี้ควรจะใช้แบบเจาะจงว่า ปรับตัวต่ออะไร และมองในลักษณะของสภาพภูมิอากาศที่ยาวนานโดยเฉลี่ยมากกว่า 30 ปีขึ้นไป มากกว่าจะเป็นการมองสภาพอากาศระยะสั้นรายวัน รายเดือน หรือรายปี

ทั้งนี้ การเตรียมตัวล่วงหน้าที่เหมาะสม จะช่วยให้ประเทศไทยเป็นต่อในเศรษฐกิจโลก และประชาชน มีความพร้อมต่อสภาพภูมิอากาศที่จะเปลี่ยนแปลงไป

-----------------------

ดร.ปริเวท วรรณโกวิท

ผู้ช่วยผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัยด้านโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)