ต้องมีวิธีตรวจสอบ

ต้องมีวิธีตรวจสอบ

รัฐบาลเตรียมเดินหน้า การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่

   โดยการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน มาร่วมเป็นกรรมการในการขับเคลื่อน ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มตามภาระหน้าที่ราว 11กลุ่ม ตั้งแต่การปฏิรูปธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ไปจนถึงเรื่องใหญ่ในระดับมหภาค โดยการแต่งตั้งภาคเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายประชารัฐที่ต้้องอาศัยความร่วมมือสามฝ่ายระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาชน แม้ว่าการแต่งตั้งในครั้งนี้เรายังไม่เห็นรูปร่างหน้าตา ตัวแทนจากภาคประชาชนที่เด่นชัดนัก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าภาครัฐหวังเป็นอย่างมาก จากภาคธุรกิจให้เข้ามาช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจ

  การตั้งกรรมการขึ้นมาอาจยังไม่มีผลมากนักต่อคนทั่วไป จนกว่าการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีการผลักดันการปฏิรูปออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และรูปแบบการตั้งกรรมการร่วมนั้นอาจดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่หากย้อนดูการเมืองในอดีต จะพบว่าการแต่งตั้งเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในนโยบายรัฐไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะทุกรัฐบาลมักจะมีเอกชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในนโยบายไม่มากก็น้อย เพียงแต่มีความแตกต่างกันบ้าง ก็ตรงที่รูปแบบการตั้งกรรมการในครั้งนี้ ทำในนามของการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เพื่อวางรากฐานอนาคตของประเทศ ขณะที่ก่อนหน้าเป็นเพียงกลุ่มผลประโยชน์

   ดังนั้น บทบาทของภาคเอกชนในการเข้ามาร่วมในคณะกรรมการชุดต่างๆ มีประเด็นที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คือ การทำหน้าที่สองสถานะระหว่างบทบาทหน้าที่ เพื่อส่วนรวมกับบทบาทในฐานะภาคเอกชน ที่มุ่งแสวงหาประโยชน์สูงสุดภายใต้กฎหมายแห่งรัฐ ยิ่งกว่านั้นในการเข้าร่วมในครั้งนี้มีการดึงทุนสนับสนุนบางส่วนจากภาคเอกชน และภาครัฐรับปากจะให้ความช่วยเหลือเรื่องสิทธิประโยชน์บางประการ เราก็ยิ่งต้องจับตากันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตัว จะมีการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นอย่างไรซึ่งถือว่าเป็นประเด็นท้าทายอย่างมากสำหรับสังคมไทยในยุคนี้

   คำถามสำคัญที่รัฐบาลจะต้องให้คำตอบกับสาธารณะ คือจะมีการชี้แจงและให้เกิดกระบวนการตรวจสอบ การกำหนดนโยบายที่ออกมาได้อย่างไรว่าจะเป็นไปเพื่อประเทศโดยรวมสมกับความตั้งใจ และจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าบางนโยบายที่ออกมานั้น จะไม่เื้อให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการอ้างว่าเป็นนโยบายเพื่อปฏิรูปประเทศ ดังนั้นรัฐบาลควรมีวิธีการตรวจสอบท่ี่ดี เพราะไม่เช่นนั้นการตั้งกรรมการขึ้นมาก็คงไม่ต่างกับกรรมการนับร้อยชุดที่เคยแต่งตั้งกันขึ้นมา ซึ่งไม่สามารถผลักดันอะไรออกมาได้และมักจะหมดสิ้นไป พร้อมๆ กับอำนาจทางการเมืองในแต่ละสมัย

   การตรวจสอบนโยบายจากสาธารณะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากมีการกำหนดนโยบายในระดับประเทศ ย่อมกระทบต่อคนในวงกว้าง หากไม่มีการตรวสอบที่ดี อาจกำหนดนโยบายที่สร้างปัญหาในอนาคตได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็จำเป็นที่รัฐบาลจะหาทางตรวจสอบอย่างรอบด้าน ซึ่งการตั้งรัฐมนตรีนั่งประธานแต่ละชุดที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น หากทุนขนาดใหญ่เข้ามาผนวกกับรัฐบาลที่มีอำนาจมากจึงต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนโยบายที่ออกแบบมาอย่างดี หากไม่รอบคอบเพียงพอก็อาจสร้างปัญหาหนักหน่วงยิ่งขึ้นในอนาคต