กล้าฟันธงไหม

กล้าฟันธงไหม

มีใครเคยรู้สึกเหมือนผู้เขียนบ้างไหมว่าบางครั้งเราก็ ’ฉลาดแกมโง่’ ได้เหมือนกัน เพียงเพราะเราอาจคาดเดา

หรือฟันธงผลลัพธ์ง่ายๆ บางเรื่องในอนาคตได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เรากลับมืดแปดด้าน จะขอยกตัวอย่างบางเรื่องต่อไปนี้เพื่อยืนยันความรู้สึกนี้

เรื่องแรกจะเกี่ยวกับคำถามที่ว่า ในวันที่ 15-16 ธันวาคมนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมนั้น ธนาคารกลางยุโรป (EBC) ได้ตัดสินใจไปในทิศทางตรงกันข้ามก่อนแล้วโดยขยายเวลาดำเนินโยบายคิวอีเพื่อซื้อพันธบัตรในวงเงินราว 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนออกไปอีกและได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ในระดับที่ -0.3%

ส่วนเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐนั้น น่าจะพิจารณาได้จากท่าทีของ นาง Janet Yellen ประธานธนาคารกลางสหรัฐที่ได้นำเสนอการคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจและจุดเปลี่ยนของนโยบายการเงินต่อคณะกรรมาธิการร่วมเศรษฐกิจ วุฒิสภาสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งสรุปได้ว่า อัตราการว่างงานในสหรัฐได้ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จากที่เคยสูงถึงร้อยละ 10 และมีตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นราว 12 ล้านตำแหน่งนับตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 2010 ในขณะที่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมที่แท้จริงได้ปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้

ส่วนการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนและภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ตัวเลขการจ้างงานของเดือนพฤศจิกายนจะอยู่ที่ 2.11 แสนตำแหน่งซึ่งลดลงจากเดือนตุลาคมที่มีอยู่ 2.98 แสนตำแหน่งก็ตาม อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ 2% ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวต่อไปในอัตราปานกลาง โดยแนวโน้มการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและผลักดันให้เงินเฟ้อปรับเข้าสู่อัตรา 2% ได้ แม้ว่ายังมีเรื่องไม่แน่นอนอื่นๆ เช่น ช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันตลาดโลกจะยังอยู่ในระดับต่ำไปอีกนานเท่าไหร่ (ขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐที่จะประกาศในวันที่ 11 ธ.ค.) ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ทางธนาคารกลางสหรัฐได้ส่งสัญญาณมาระยะหนึ่งแล้วถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เข้าสู่ระดับปกติ เพื่อให้สามารถใช้นโยบายการเงินในการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจเมื่อถึงคราวจำเป็น ดังนั้นการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้ จะช่วยให้ไม่ต้องเร่งปรับขึ้นอย่างกระชั้นชิดมากจนเกินไปในภายหลัง

ดังนั้นจึงขอฟันธงว่า การประชุมในวันที่ 15-16 ธันวาคมนี้ ท่านประธาน Janet Yellen จะกล้า‘ฟันธง’ ในเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสิบปีนี้เสียที

เรื่องที่สองที่ยากกว่ามากในความเห็นของผู้เขียน ก็คือคำถามเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวได้อย่างยั่งยืนและหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางหรือไม่หลังจากการปฎิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งมีทั้งแผนเร่งการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 6 โครงการมูลค่า 1.77 ล้านล้านบาท การตั้งกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ 1 แสนล้านบาท กองทุนเพิ่มขีดความสามารถและการแข่งขันในอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมาย 10 กลุ่มซึ่งเป็นอนาคตของไทยในวงเงินหนึ่งหมื่นล้านบาท รวมทั้งมาตรการจากนโยบายการส่งเสริมการลงทุน มาตรการด้านภาษี และมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมขนาดกลางและย่อมอีกหลายมาตรการ เป็นต้น

หากเราย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเมื่อกว่า 50 ปีก่อนสมัยที่ไทยยังมีสินค้าส่งออกสำคัญเป็น ข้าว ไม้สัก และ ดีบุกนั้น เราก็เคยมีอุตสาหกรรมในฝันที่เป็นอนาคต ณ ขณะนั้นเหมือนกัน ซึ่งก็คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ เป็นต้น เราได้ใช้นโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ต่อมาก็เปลี่ยนไปส่งเสริมการส่งออกแทน ซึ่งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไทยในสมัยนั้นก็อยู่ที่ชานเมืองกรุงเทพฯ และสมุทรปราการนี่เอง เรามีการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสร้างระบบทางหลวง สร้างเขื่อนและระบบสายส่งไฟฟ้า และการขยายระบบน้ำประปา เราประสบความสำเร็จจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอดีตจนทำให้ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง

แต่ผลจากความสำเร็จนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมตามมา เช่น ปัญหาความเลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ แหล่งน้ำ และทรัพยากรชายฝั่ง ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัด ปัญหาความแออัด ขยะและมลพิษในเมือง เป็นต้น ซึ่งเราพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการใช้กฎหมายผังเมืองที่เข้มงวดมากขึ้น และจำกัดให้อุตสาหกรรมที่อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ตั้งอยู่ได้เฉพาะในนิคมอุตสหากรรมเพื่อสะดวกแก่การควบคุมดูแล เป็นต้น

ดังนั้น สภาพการปฎิรูปเศรษฐกิจไทยปัจจุบันจึงไม่ต่างจากภาคต่อ หรือ Episode 2 ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งก็ไม่ผิดนักหากเราจะฝากความหวังเรื่องอุตสาหกรรมในอนาคตไว้กับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการลงทุนขนาดใหญ่ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความได้เปรียบในเรื่องการเชื่อมต่อหรือ connectivity ในภูมิภาคนี้ เราอาจฝันถึงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่หลายๆ แห่งที่ทันสมัยกว่าเดิมและมีการกระจายตัวมากกว่าในอดีตที่เราเคยมีเพียงแห่งเดียว แต่เรื่องที่น่ากังวลมากกว่านั้นก็คือการที่เราลืมบทเรียนเก่าๆ ที่เคยทำผิดพลาดมาก่อนในเรื่องการบริหารจัดการผลกระทบเชิงลบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงได้กลับมามีแนวคิดที่จะปรับลดเงื่อนไขข้อบังคับกฎหมายผังเมืองเพื่อเปิดทางให้อุตสาหกรรมขยายตัวได้ง่ายขึ้น หรือมีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายเพื่อเปิดทางให้ขยายโรงงานฟอกย้อมนอกนิคมอุตสาหกรรมได้โดยยังไม่มีมาตรการรองรับอื่นๆ ที่เพียงพอมาทดแทน

นอกจากนี้ รัฐก็ยังไม่มีมาตการแก้ไขระบบภาษีที่ดินเพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ดินที่ได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นเพราะมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐพาดผ่าน เพื่อนำรายได้เหล่านี้กลับมาพัฒนาประเทศและชดเชยให้กับเจ้าของที่ดินเดิมที่ถูกเวนคืนเพื่อใช้ก่อสร้างโครงการจำนวนมากทั่วประเทศอย่างเป็นธรรม  เป็นต้น ปัญหาสำคัญอีกเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจนก็คือ ประเด็นเรื่องการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานไทยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตว่า ภาครัฐและเอกชนได้มียุทธศาสตร์ร่วมกันในการยกระดับทักษะความสามารถของแรงงานกันอย่างไรบ้าง เริ่มตั้งแต่กระบวนการบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรเงินทุน และการเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงสถาบัน (Institutional factors) ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดการปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เช่น การจับคู่แรงงานให้ตรงกับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ในระยะสั้น หรือการปรับตัวของสถาบันการศึกษาและเอกชนเจ้าของธุรกิจที่เป็นผู้ว่าจ้างแรงงานเพื่อส่งเสริมกระบวนการผลิตแรงงานให้มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีในระยะยาว ทั้งนี้เราอาจศึกษาจากบทเรียนความสำเร็จของต่างประเทศ เช่น กรณีของ เกาหลีใต้ที่แสดงให้เห็นว่าเรื่อง ’late specialization’ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หากได้มีการลงทุนในระบบการศึกษาวิจัยที่สามารถค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างความรู้ใหม่ได้อย่างโดดเด่นและเป็นประโยชน์นั่นเอง

ทั้งนี้ ก็ขอเอาใจช่วยให้การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งนี้สำเร็จผลและช่วยให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน แต่ในระหว่างนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะฟันธงยากอยู่สักหน่อย