'โซวบักท้ง'นั่งเทียนเขียนเทรนด์2016(1)

'โซวบักท้ง'นั่งเทียนเขียนเทรนด์2016(1)

เหมือนเป็นมารยาทช่วงท้ายปีไปเสียแล้ว ที่บรรดาบริษัทใหญ่ๆ โดยเฉพาะเอเยนซี จะพากันขนผล Research ออกมาทำนาย "ดิจิทัลเทรนด์" ที่จะเกิดขึ้นปีหน้า

"โซวบักท้ง" ไม่อยากตกเทรนด์นี้ครับ ขอมาร่วมด้วยช่วยกัน ทำนายอนาคตของปี 2016 ด้วยอีกสักคน แต่ขอบอกตรงนี้ก่อนเลยว่า "โซวบักท้ง"มิได้ใช้ตำรับตำรา หรือ Research ใดๆในการทำนายทั้งสิ้น โซวบักท้งใช้ศิลปะที่เหนือกว่านั้นมาก  คือ นั่งทางใน หลับตา แล้วเขียนขึ้นแบบดื้อๆเลย(ฮา)

ขอว่าเป็นข้อๆดังนี้

1.Programmatic Advertising จะยังไม่เกิดในไทยในปีหน้า            

เอาแล้วเว้ยเฮ้ย!!โผล่มาข้อแรกก็สวนกระแสทุกคน จริงๆเทรนด์เรื่อง Programmatic Advertising เป็นอะไรที่ร้อนแรงมากๆ บริษัทเอเยนซียักษ์ใหญ่ต่างๆในต่างประเทศ พากันลงทุน ลงแรง กับเทคโนโลยีเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ว่ากันว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่จะมาเปลี่ยนแปลงวงการโฆษณาของโลกเราเลยทีเดียว            

ผมเองเชื่ออย่างสนิทใจเช่นกันว่า Programmatic Advertising จะมาแน่ๆ  แต่สำหรับประเทศไทย ผมยังมองว่าเทรนนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆนี้ครับ  ปีหน้าทั้งปี คงจะวนๆ อยู่ที่ระบบเก่า ที่ยังอิง “มนุษย์” ในการจัดการซื้อสื่อโฆษณาเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ   ต้องยอมรับครับว่า โฆษณาดิจิตอล บ้านเรา ยังตามหลังต่างประเทศอยู่ค่อนข้างมาก บุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง Programmatic Advertising ยังมีอยู่จำกัด แบบแทบจะนับหัวกันได้, เทคโนโลยีเราเองก็ยังไปไม่ถึงไหน ,Publisher บ้านเรายังไม่รู้จักด้วยซ้ำ อะไรคือ Programmatic Advertising ครั้นจะเอาเทคโนโลยีต่างชาติเข้ามา ฝรั่งก็ขาดความเข้าใจในตลาดบ้านเรา ราคาค่าเทคโนโลยีก็สูงแบบเกินกว่าเหตุ!

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาผมเลยเชื่อว่า ปีหน้าคงยังไม่ใช่เวลาของ Programmatic Advertising ในบ้านเรา              

2.E-commerce ปีทองย้อมเลือด          

ปีนี้จัดเป็นปีที่ E-commerce ดุเดือดเลือดพล่านกันแบบสุดๆ ว่ากันว่าบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่บางรายเติบโตกันถึง 1,000% เลยทีเดียวเชียว            

ในขณะนี้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตแบบสุดๆนั้น แต่พอหันกลับมาดูผลประกอบการกันแล้ว กลับพบว่าตัวเลขเป็นสีแดงกันเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือกล่าวแบบง่ายๆ  คือขาดทุนครับ! หลายคนอาจจะงง ว่าทำไมเติบโตเป็นพันเปอร์เซ็นต์ แต่ผลประกอบการยังติดลบได้ สาเหตุหลักๆ คือบ้านเราเป็นตลาดที่มีผู้เล่นเจ้าใหญ่ๆหลายราย  ต่างฝ่ายต่างคิดเหมือนๆกัน คือ จะเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้! อยากจะมีจำนวน Users มาชอบปิง ร้านค้าออนไลน์ของตนให้มากที่สุด โดยพยายามสร้างประสบการณ์ที่ดี และหวังว่า Users จะติดใจใช้ร้านค้าอีคอมเมิร์ซของตนต่อไปในอนาคต และกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ ในการสร้างฐานUsers คือกลยุทธ์ขายของขาดทุน!             

จริงๆถือเป็นกลยุทธ์ที่เด็ดดวงครับ เราฝั่งผู้บริโภคก็ยิ้มกันไปตามระเบียบ เพราะได้ซื้อของดี ราคาถูก ใครยังไม่เคยมีประสบการณ์ซื้อของออนไลน์ ผมเองอยากลองเชิญชวน ให้ลองค้น Google หรือลองเช็คราคาของที่อยากซื้อ ที่เว็บ Priceza.com แล้วคุณจะตกใจ ว่าเดี๋ยวนี้ซื้อของออนไลน์ ประหยัดกว่าซื้อของออฟไลน์ไปแล้วถึงแม้จะรวมค่าจัดส่งแล้วก็ตาม            

ดังนั้นปีหน้าน่าจะเป็นปีทองชโลมเลือดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างแน่นอน  ตอนนี้กลยุทธ์หนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือทุกฝ่ายไม่ได้มุ่งเน้นที่จะแสวงหาผลกำไร แต่ดูเหมือนว่าจะทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองขาดทุนน้อยที่สุด โดยจะเห็นว่าอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ๆ เริ่มขยับตัวลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ของตัวเอง เพราะว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซขาดทุนคือต้นทุนการขนส่ง ทุกคนเลยต้องเริ่มลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์ เพื่อแปลงค่าใช้จ่ายให้เป็นรายได้และทำให้ตัวเองขาดทุนน้อยลง            

ยังไม่นับอีคอมเมิร์ซต่างชาติ ที่จะเริ่มทยอยเข้ามาเปิดตัวในไทยทั้งหัวทอง หัวดำ มากันครบทีม  ดูแล้วน่าเป็นห่วงผู้ประกอบการ SMEs ของไทยอยู่เหมือนกัน หากสินค้าไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้าน กลยุทธ์ไม่ได้เฉียบขาดจริง ดูแล้วเห็นทีน่าจะเหนื่อยหนักแน่            

3.เม็ดเงินโฆษณาไหลสู่สื่อดิจิทัลแบบก้าวกระโดด          

จริงๆแล้วเม็ดเงินโฆษณาไหลสู่สื่อดิจิทัลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีอยู่แล้ว โดยเฉลี่ยอาจจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% ในแต่ละปี โดยส่วนตัวแอบเชื่อว่าตัวเลขอัตราการเติบโตของโฆษณาดิจิทัลในปีหน้า จะพุ่งสูงขึ้นมากกว่าปกติ  โดยกราฟจะเริ่มมีลักษณะพุ่งขึ้นแบบ Exponential             

ถ้าถามว่าทำไม? ผมเองมองไปที่ความพร้อมของบุคลากร ของคนในวงการโฆษณาบ้านเราครับ  ที่ผ่านๆมาโฆษณาดิจิทัลบ้านเราไม่เติบโตแบบที่ควรจะเป็น  เพราะบริษัทโฆษณาใหญ่ๆ ออกแนวลูกกั๊ก แอบเทงบลงไปที่สื่อโทรทัศน์ เสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องด้วยตัวเองยังไม่ค่อยมีความชำนาญในสื่อดิจิทัลเท่าที่ควร รู้ก็รู้อยู่แก่ใจว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มหันมาบริโภคสื่อดิจิทัลเป็นสื่อหลักกันแล้ว โดยเฉพาะวัยรุ่น            

แต่ปีนี้ทั้งปี เราจะเห็นเทรนด์การควบรวมบริษัทโฆษณาออฟไลน์และออนไลน์จำนวนมาก ทำให้บริษัทโฆษณาออฟไลน์ใหญ่ๆหลายที่ เริ่มมีความพร้อมในสื่อดิจิทัลมากขึ้น คือสามารถทำงานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้แล้ว แถมทำได้ดีเสียด้วย            

ดังนั้นตอนนี้จึงรอเพียงแค่การกดปุ่มสวิทซ์ ที่จะเริ่มโยกเงินจากสื่อออฟไลน์ มาที่ออนไลน์แบบเต็มตัวแบบที่มันควรจะเป็นเสียที

เขียนไปเขียนมาเริ่มสนุก เทียนยังมีอีกหลายเล่ม ขอได้โปรดติดตาม “โซวบักท้ง นั่งเทียนเขียน 2016”ต่อไปในตอนหน้าครับ