เสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูป ด้านระบบสาธารณสุข

เสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูป ด้านระบบสาธารณสุข

ระบบสาธารณสุขของประเทศเมื่อครั้งเริ่มต้นในปี 2431เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะเป็นผู้จัดระบบระเบียบ

การบริหารจัดการด้านการแพทย์และอนามัยของประเทศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการอย่างมากโดยรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานใหม่ๆหลายหน่วยงานทั้งที่ขึ้นตรงกับกระทรวงสาธารณสุขและไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงสาธารณสุขในรูปแบบองค์การมหาชนและสถาบันต่างๆ อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช) สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ)และอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งโรงพยาบาลขนาดเล็กประจำท้องถิ่นในแต่ละตำบลเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีหน่วยงานเสริมเช่นจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) เพื่อให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้น ตลอดจนจัดตั้งหน่วยงานแพทย์ใหม่ๆที่มีสถานะเป็นกรมในกระทรวงสาธารณสุข เช่นกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ถึงแม้ระบบสาธารณสุขได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เกิดการลักลั่นในการบริหารจัดการที่ทับซ้อนและทำให้เกิดข้อครหาบ่อยครั้ง ทั้งในเรื่องการทับซ้อนของการปฏิบัติหน้าที่หน่วยงานต่างๆ การทับซ้อนเชิงผลประโยชน์สำหรับบุคคลากรในโครงสร้างที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง ระบบการส่งต่อผู้ป่วยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ความไม่พึงพอใจของผู้ป่วยที่มีต่อการให้การบริบาลของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และอนามัยของโรงพยาบาลของรัฐและสถานีอนามัย ทำให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์พยาบาลผู้ให้การรักษาอยู่บ่อยครั้ง

ในด้านงบประมาณการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข นอกเหนือจากงบประมาณที่ได้จากรัฐแล้ว กระทรวงสาธารณสุขเป็นอีกกระทรวงหนึ่งที่มีรายได้เป็นของตัวเองจากการให้บริการรักษาผู้ป่วยที่เข้าทำการรักษา และยังมีบางหน่วยงานที่ได้รับเงินภาษีจากภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจในลักษณะที่ต้องเสียภาษีเฉพาะให้กับบางองค์กรด้านสาธารณสุขตามที่กฎหมายกำหนด เงินนอกเหนืองบประมาณรายจ่ายเหล่านี้ แม้มิได้มาจากการจัดสรรของสำนักงบประมาณและมิได้ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาดังเช่นงบประมาณของหน่วยงานรัฐอื่นๆ แต่ก็ต้องมีการทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐสภาเพื่อความเห็นชอบเป็นประจำทุกปี และถูกตรวจสอบโดยสำนักงบประมาณ (สตง) เช่นกัน

จากการที่ระบบสาธารณสุขเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกระดับทำให้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขสูงเป็นอันดับต้นๆของทุกกระทรวง และประชาชนต่างมีความคาดหวังที่จะได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน ต้องการให้มีระบบการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ ต้องการให้แก้ปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล ต้องการให้เข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลสูง ตลอดจนได้รับการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพอนามัยเพื่อให้สุขภาพแข็งแรงปลอดภัยจากโรคติดต่อและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

จากการรับฟังเสียงของประชาชนเพื่อการปฏิรูปด้านระบบสาธารณสุขของสภาปฏิรูปแห่งชาติในปี 2558 คณะทำงานของคณะอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฎิรูป ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลที่ได้รับจากเวทีปฏิรูปทั่วประเทศกว่าแปดร้อยเวที รวมทั้งความเห็นของบุคคลทั่วไปที่ส่งมาตามช่องทางเกือบสิบช่องทาง และจากการประชุมระดมสมอง (Focus Group) ทั่วประเทศ พบว่ามีผู้แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะสูงถึง 4,378 ความเห็นและข้อเสนอแนะ ในสิบสองประเด็นหลักดังนี้

1.ประเด็นปฏิรูประบบและกระบวนการมี จำนวนรวมทั้งสิ้น 647 ความเห็น

2.ประเด็นปฏิรูปการพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 641 ความเห็น

3.ประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาบุคคลากรด้านสุขภาพมีจำนวนรวม 531 ความเห็น

4.ประเด็นปรับปรุงนโยบายด้านสาธารณสุขมีจำนวนรวม 496 ความเห็น

5.ประเด็นปฏิรูปโครงสร้าง องค์กร และบุคคลากร มีจำนวน 445 ความเห็น

6.ประเด็นปรับปรุงโครงสร้างและจัดเขตบริการสุขภาพมีจำนวน 361 ความเห็น

7.ประเด็นการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพมีจำนวน 343 ความเห็น

8.ประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขร่วมกันมีจำนวน 275 ความเห็น

9.ประเด็นการส่งเสริมและการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันมากกว่าการรักษามีจำนวน 260 ความเห็น

10.ประเด็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นมีจำนวน 171 ความเห็น

11.ประเด็นการพัฒนากฎหมาย สร้างระบบธรรมาภิบาล และกลไกเฝ้าระวัง ตรวจสอบถ่วงดุล มีจำนวน 114 ความเห็นและ

12.ประเด็นการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยา สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล และปรับปรุงกลไกการจ่ายเงินเพื่อควบคุมต้นทุน มีจำนวน 94 ความเห็น

พิจารณาจากความถี่ของจำนวนความเห็นทั้งหมดพบว่าบางประเด็นมีประชาชนแสดงความเห็นใกล้เคียงกันจนอาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถบอกได้ว่าประเด็นใดสำคัญกว่าประเด็นใดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณาในห้าประเด็นแรกที่เรียงลำดับไว้ พบว่า

1.ประเด็น การปฏิรูประบบและกระบวนการ มีประชาชนเสนอความเห็นมากสุดถึงร้อยละ 14.78

2.ประเด็น การพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพ มีประชาชนเสนอความเห็นสูงเป็นอันดับสอง ร้อยละ 14.64

3.ประเด็น ประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาบุคคลากรด้านสุขภาพ สูงเป็นอันดับสาม ร้อละ 12.13

4.ประเด็น นโยบายด้านสาธารณสุข สูงเป็นอันดับสี่ที่ร้อยละ 11.33 และ

5.ประเด็น การปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรและบุคคลากร สูงเป็นอันดับห้า ที่ร้อยละ 10.16

ทั้งห้าประเด็นนี้มีความเห็นและข้อเสนอแนะรวมกันร้อยละ 63.04 ของทั้งหมด และสูงกว่าร้อยละสิบของจำนวนความเห็นทั้งหมดในทุกประเด็น(มีข้อสังเกตุว่าอีกเจ็ดประเด็นที่เหลือก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะสูงเกือบร้อยละ 40 ของทั้งหมด ทีเดียว)

มีคำถามว่า ถ้าประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญในลำดับต้นๆแล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท) ก็ควรให้ความสำคัญ เป็นแนวทางแก้ไขปรับปรุงในลักษณะที่เป็นการปฏิรูประบบสาธารณสุขให้ถูกต้องตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เสียงของประชาชนที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบและกระบวนการและพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพประชาชนที่ทั้งสองประเด็นสูงเกือบร้อยละสิบห้าของทั้งหมด เป็นการตอกย้ำว่า

ระบบสาธารณสุขของเรายังไม่สามารถตอบโจทก์ที่เป็นความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง รัฐจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงระบบและกระบวนการโดยเร็วให้มีประสิทธิภาพและสนองตอบความต้องการได้มากกว่านี้และรวดเร็วกว่านี้ การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรในการให้บริการจะต้องเดินตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานนั้นเป็นหลัก บุคคลากรของเราไม่ว่าทางการแพทย์หรืออนามัยจะต้องมีความพร้อมในการรองรับการให้บริการประชาชนทั้งในสถานการณ์ปกติและฉุกเฉิน นโยบายด้านสาธารณสุขต้องชัดเจน ผู้บริหารในระบบสาธารณสุขต้องมุ่งมั่นเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายและเกิดผลสัมฤทธิ์จริง

งานสาธารณสุขเป็นงานที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ถ้าประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมเราจะกอปรด้วยประชากรที่เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ และเมื่อเรามีสังคมที่เข้มแข็ง ก็แน่นอนว่าประเทศของเราจะต้องเข้มแข็งและพร้อมที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้

 

(หมายเหตุ บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นอดีตอนุกรรมาธิการสังเคราะห์ประเด็นปฏิรูป สภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่อย่างใด)