จะเสี่ยงรับคำสาปเพื่อใคร?

จะเสี่ยงรับคำสาปเพื่อใคร?

ประเด็นร้อนในช่วงนี้ที่เทคโนโลยีมีส่วนทำให้เกิดขึ้น ได้แก่ เรื่องสัมปทานการขุดเจาะน้ำมัน และการตัดแต่งพันธุกรรม

หลายคนคงแปลกใจว่า เพราะอะไรจึงมองว่าเทคโนโลยีมีส่วนทำให้เกิดประเด็นแรก ที่มองเช่นนั้นเพราะการขุดเจาะน้ำมันต้องใช้เครื่องจักรกล ซึ่งเป็นผลของความก้าวหน้าที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเวลาที่มักเรียกกันว่า ยุคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางด้านนี้วิวัฒน์มาเรื่อยๆ จากการขุดเจาะบนพื้นดินในระดับตื้นๆ ก่อน จนตอนนี้เจาะลึกลงไปได้หลายกิโลเมตร วันนี้ นอกจากจะมีเทคโนโลยีที่เอื้อให้ขุดเจาะบ่อน้ำมันในทะเลลึกมากๆ ได้แล้ว ยังมีเทคโนโลยีที่สามารถขุดเจาะบ่อน้ำมันในแนวนอนได้อีกด้วย

เทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันเป็นกุญแจดอกสำคัญของการทำให้เกิดยุคอุตสาหกรรม เนื่องจากน้ำมันเป็นพลังงานหลักที่ขับเคลื่อนทั้งการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคสินค้าและบริการ จากด้านนั้น เรามองได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความก้าวหน้า และการพัฒนาเศรษฐกิจชนิดก้าวกระโดดของยุค“คลื่นลูกที่ 2” (“คลื่นลูกที่ 1”เกิดจากการรู้จักเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์) แต่ในขณะเดียวกัน เรามองได้ว่ามันพกปัญหาสารพัดมาด้วย ปัญหาจะหนักหนาสาหัสจนคล้ายเป็นคำสาป หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เทคโนโลยี

ณ วันนี้ แม้จะมีผู้แย้งแบบตะแบงไปข้างๆ คูๆ อยู่บ้าง แต่วงการวิทยาศาสตร์และปราชญ์ผู้รอบรู้เห็นพ้องต้องกันว่า การเผาผลาญน้ำมันและถ่านหินอันเป็นฟอสซิลเช่นกันเป็นต้นตอหลักของภาวะโลกร้อนในช่วงนี้ จึงมีการประชุมใหญ่ในนครปารีส เพื่อแสวงหาข้อตกลงว่าจะทำอย่างไร จึงจะป้องกันมิให้อุณหภูมิของผิวโลกร้อนขึ้นไปถึง 2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเป็นจุดที่เกิดความหายนะทั่วโลก ผลกระทบทางลบ หรือคำสาปร้ายแรงแบบนี้ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

เรื่องการประชุมใหญ่ในนครปารีส เป็นข่าวพาดหัวจนกลบอีกข่าวหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสหรัฐ นั่นคือชาวอเมริกันกลุ่มใหญ่ออกมาต่อต้านการให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการทำลายระบบนิเวศ รัฐบาลจะฟังผู้ต่อต้านมากน้อยเพียงไรยังไม่เป็นที่ประจักษ์ เท่าที่ผ่านมาการต่อต้านการขุดเจาะน้ำมันมักวางอยู่บนฐานของความเสี่ยงต่อการทำลายระบบนิเวศ แต่มิได้พูดถึงรากเหง้าของปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ต้องขุดเจาะในพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงสูง นั่นคือ วิถีชีวิตแนวอเมริกัน ซึ่งใช้การบริโภคแบบไม่หยุดยั้งเป็นตัวขับเคลื่อน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ชาวอเมริกันแต่ละคนปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากกว่าชาวโลกโดยทั่วไปหลายเท่า แต่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่นอกจะไม่เต็มใจที่จะลดการบริโภคแบบเกินความจำเป็นของตนลงแล้ว ยังพยายามที่จะบริโภคเพิ่มขึ้นอีกด้วย ชาวโลกโดยทั่วไปเดินตามชาวอเมริกันโดยมิฉุกคิดว่าจะถูกพาไปไหน คนไทยก็เช่นกัน รัฐบาลจึงมองว่าถ้าไม่ให้สัมปทานการขุดเจาะน้ำมัน การขาดแคลนพลังงานจะเกิดขึ้น จะเห็นว่าผู้ที่ออกมาต่อ     ต้านการให้สัมปทานมิได้ต่อต้านการบริโภคเพิ่มขึ้น ไม่ว่าการบริโภคนั้นจะจำเป็นหรือไม่ หากต้องการให้คนไทยมีส่วนได้เพิ่มขึ้นจากการขุดเจาะ อาจเป็นในรูปของรายได้ให้แก่รัฐบาล หรือราคาน้ำมันที่ถูกลง ทั้งสองอย่างย่อมนำไปสู่การบริโภคเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุที่อ้างถึงนี้ คำสาปของเทคโนโลยีเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมันจึงมีผลกระทบร้ายแรงมากกว่าที่น่าจะเป็น

ความสามารถในด้านการตัดแต่งพันธุกรรมเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด จนเป็น “คลื่นลูกที่ 4” (“คลื่นลูกที่ 3”เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล) เฉกเช่นเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงครั้งก่อนๆ เทคโนโลยีใหม่นี้จะมีผลดี แต่จะมีคำสาปติดมาด้วย การขัดแย้งกันในวันนี้เกิดจากผู้จะใช้เทคโนโลยีมองเฉพาะด้านดีด้านเดียวเท่านั้น ส่วนผู้ต่อต้านมองว่าปัญหาที่ตามมาจะหนักหนาสาหัสมากกว่าที่เรารับรู้กัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมทั้งการทำลายร่างกายของมนุษย์ด้วย ทางด้านเศรษฐกิจที่จะมีการผู้ขาดเพิ่มขึ้น หรือทางด้านสังคมที่เป็นผลของความเหลื่อมล้ำที่จะตามมากับการผูกขาด

เนื่องจากการตัดแต่งพันธุกรรมที่จะนำเข้ามาใช้ในเมืองไทย จะเป็นในด้านการผลิตอาหาร คำถามสำคัญยิ่งที่เราจะต้องตอบคือ เราจะผลิตอาหารเพิ่มขึ้นเพื่ออะไรในเมื่อเราผลิตได้เกินความจำเป็นมานานแล้ว โดยไม่ต้องใช้การตัดแต่งพันธุกรรม? หากคำตอบคือเพื่อการส่งออกซึ่งจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะส่งไปขายที่ไหนในเมื่อตลาดใหญ่ๆ เช่นในยุโรปไม่ต้องการอาหารที่ได้จากการตัดแต่งพันธุกรรม และต่อไปอาจมีอีกหลายตลาดที่จะห้ามตามยุโรป?

นอกจากนั้น การผลิตอาหารได้เพิ่มขึ้นอาจไม่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงข้ามมันอาจทำให้รายได้ลดลง ทั้งนี้เพราะความต้องการอาหารมิได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาของอาหารที่ผลิตเพิ่มออกมาตกต่ำ เรื่องนี้เราเห็นอยู่เป็นประจำแล้ว โดยเฉพาะข้าวที่เราส่งออกมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แม้แต่ในกรณีที่เราแน่ใจว่า รายได้จะเพิ่มขึ้น คำถามต่อไปคือเราจะใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นเพื่ออะไร? หากเป็นการใช้เพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นตามแนวที่เป็นมา ปัญหาของโลกจะไม่ลดลง ตรงข้ามมันจะเพิ่มขึ้น

อนึ่ง เรื่องผลกระทบที่การตัดแต่งพันธุกรรม จะมีต่อร่างกายของมนุษย์นั้น ยังไม่มีผลของการวิจัยที่ฟันธงลงไปแน่นอนทุกด้านว่ามันปลอดภัย เรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาศึกษา และผลของการบริโภคติดต่อกันอีกนานนับสิบปี

ฉะนั้น คำถามที่ตามมาคือท่ามกลางความไม่แน่นอนจากหลากหลายด้านนี้ เราจะเสี่ยงใช้เทคโนโลยีใหม่นี้เพื่ออะไร? เพื่อนายทุนสามานย์ทั้งไทยและเทศ?