แบบอย่างแก้ขัดแย้ง

แบบอย่างแก้ขัดแย้ง

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้(8 ธ.ค.)

 มีมติให้ส่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปปรับแก้ไขใหม่ในประเด็นที่มีการคัดค้าน และหากมีการเสนอร่างแก้ไขเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ก็จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายเพิ่มขึ้นจากเดิมมีเพียง 15 คน เป็น 30-35 คน ซึ่งเหตุผลการเพิ่มจำนวนกรรมาธิการ ก็เพื่อให้มีความเห็นที่หลากหลายมากขึ้น ในเรื่องที่อ่อนไหวอย่างเรื่องปิโตรเลียม

เหตุผลของการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม เพื่อต้องการให้กฎกติกาต่างๆ ในเรื่องการสัมปทานปิโตรเลียมเดิมของรัฐบาล มีความโปร่งใสมากขึ้นและให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งประเด็นการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ของรัฐบาลถือว่ายืดเยื้อยาวนานข้ามปี ในขณะที่ความขัดแย้งต่างๆเกี่ยวกับแนวคิดให้เปิดให้เอกชนร่วมลงทุนยังไม่ได้ข้อยุติ และดูเหมือนว่าฝ่ายรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน กับกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนนั้น ยังไม่สามารถปรับความคิดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้

ขณะนี้เท่ากับว่าแนวคิดเรื่องการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบ 21 ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มความคิดใหญ่ คือ ฝ่ายกระทรวงพลังงาน ที่เห็นถึงความจำเป็นต้องดำเนินการสำรวจปิโตรเลียม โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงพลังงาน และต้องกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนสนใจเข้ามาลงทุน ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเงื่อนไขต่างๆ แม้จะมีการปรับใหม่ แต่ก็เห็นว่าภาครัฐจะเสียเปรียบอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงเสนอรูปแบบการแบ่งปันผลผลิตมากกว่าการให้สัมปทาน และยังคงมีจุดยืนนี้อย่างแข็งขัน

อย่างไรก็ตาม หากติดตามการเคลื่อนไหว ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม เนื่องจากมีการต่อสู้กันด้วยความคิดและข้อมูล อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่ได้ใช้มาตรการเด็ดขาดเหมือนกรณีอื่น ซึ่งหากจะดำเนินการ รัฐบาลก็สามารถทำได้ไม่ยากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การเปิดสัมปทานรอบใหม่ถือว่าเป็นนโยบายที่มีความสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายปฏิรูปพลังงานของประเทศ แต่การเปิดสัมปทานก็ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ดังนั้น ความขัดแย้งทางความคิดที่ยืดเยื้อยาวนานข้ามปี และรัฐบาลก็ยังไม่กล้าผลักดันเรื่องนี้ออกมา ถือว่ารัฐบาลก็รับฟังความเห็นในเรื่องนี้พอสมควร อีกทั้งในขั้นของกรรมาธิการ ได้ปรับเพิ่มจำนวนผู้ที่เข้าร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมายให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งหากสัดส่วนของกรรมาธิการเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าผลของการพิจารณาของกรรมาธิการก็จะสามารถลดความขัดแย้งในสังคมได้ หากกรรมาธิการมีการรับฟังกันด้วยเหตุผลและใช้ความอดทนต่อความเห็นที่แตกต่างกัน

เราเห็นว่าความพยายามแก้ความขัดแย้ง ในเรื่องเปิดสัมปทานปิโตรเลียมถือเป็นตัวอย่างที่ดีต่อกรณีอื่น ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับรัฐบาลที่เข้ามาต้องการปฏิรูปแทบทุกด้าน และอายุของรัฐบาลก็เหลืออีกไม่มากตามโรดแมพ อาจต้องการเห็นทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนว่าเรื่องระดับนโยบายของประเทศย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากเกิดความขัดแย้งขึ้นมา เราเห็นว่ารัฐบาลน่าจะใช้วิธีการเดียวกันนี้ต่อกรณีอื่น ซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้คนไทยได้เรียนรู้ว่าเราก็สามารถพูดคุยอย่างมีเหตุผลแม้จะเห็นต่างกันได้