ห้าธีมในห้าปี

ห้าธีมในห้าปี

ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่เช่นนี้ โจทย์ใหญ่ที่ผู้เขียนมักได้รับ คือจะมีปัจจัยหรือธีม (Theme) ใด

ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจการเงินโลกในระยะกลาง (3-5 ปี) เพื่อให้ภาคธุรกิจได้ตัดสินใจวางแผนในการทำธุรกิจ

หลังจากวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจการเงินโลกต่อไปแล้ว ผู้เขียนจึงขอกำหนดธีมของเศรษฐกิจการเงินโลกในระยะต่อไปเป็น 5 ธีม ดังนี้

ธีมที่หนึ่ง ได้แก่ เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่บริบทใหม่ (New Normal) ที่เติบโตช้าลง ทิศทางการค้าระหว่างประเทศจะซึมเซาลง ราคาโภคภัณฑ์และผลตอบแทนของการลงทุนจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

ภาพเหล่านี้เกิดจากเหตุผล 4 ประการ คือ หนึ่ง โลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ทำให้กำลังแรงงานในยุคต่อไปลดลง สอง การที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกอันได้แก่ สหรัฐและจีน ลดการนำเข้าลงและหันไปผลิตในประเทศมากขึ้น ทำให้การค้าโลกซึมเซาลง

เหตุผลที่สาม ความต้องการในสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง เป็นผลจากฟองสบู่ภาคอสังหาฯ ในจีนที่แตก ทำให้การผลิตโภคภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เหล็ก ปูน ยาง รวมถึงเชื้อเพลิงเช่น น้ำมันมีมากเกินความต้องการ ราคาจึงตกต่ำลง ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่าอาจต้องใช้เวลาปรับตัวถึงกว่า 5 ปี กว่าที่ราคาโภคภัณฑ์เหล่านั้นจะเข้าสู่จุดสมดุลใหม่

เหตุผลสุดท้าย ได้แก่ โอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ที่ได้ผลตอบแทนดีหายากขึ้น โดยในประเทศเจริญแล้วที่เผชิญกับภาวะสังคมสูงวัย ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักก็เผชิญกับราคาโภคภัณฑ์ตกต่ำและการส่งออกที่ลดลง ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยของกองทุนในสหรัฐจะอยู่ที่ประมาณ 2.5% จากเฉลี่ยประมาณ 5% ในช่วงทศวรรษที่ 90

ธีมที่สอง ได้แก่ นโยบายการเงินโลกที่จะอยู่ในยุคสวนทาง (Divergence) และผันผวนมากขึ้น เนื่องจากแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตต่ำ แต่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ ซึ่งสวนทางกับธนาคารกลางแห่งอื่น ๆของโลก (เช่นยุโรป หรือ ECB) ที่มีแนวโน้มจะผ่อนคลายด้านการเงินต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ความแตกต่างของนโยบายการเงินโลกเช่นนี้ จะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินในยุคต่อไป โดยเฉพาะตลาดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอัตราดอกเบี้ย อันได้แก่ ตลาดพันธบัตรและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยผลตอบแทนพันธบัตร (โดยเฉพาะระยะสั้น) จะเด้งสูงขึ้น หรือพูดอย่างง่ายคือจะมีเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตร ขณะที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนก็จะผันผวนเช่นกัน โดยเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินเอเชียจะอ่อนค่าลง

แต่ทั้งนี้ ตลาดการเงินในยุคต่อไปจะผันผวนหรือไม่อย่างไร ปัจจัยสำคัญได้แก่จังหวะเวลา รวมถึงการสื่อสาร (Timing and Communication) ของธนาคารกลางทั้งหลาย ว่าจะสามารถทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง เพราะหากมาตรการที่ออกต่อไปอยู่เหนือความคาดหมายแล้วนั้น อาจเป็นต้นกำเนิดของวิกฤตทางการเงินย่อม ๆ ก็เป็นได้

ธีมที่สาม ได้แก่ การที่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อันเป็นผลจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า J-Curve Effect โดยในทางทฤษฎี การที่เงินตราอ่อนค่าลง แม้ว่าในระยะยาวจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ ดีขึ้นจากการส่งออกที่ดีขึ้น แต่ในระยะสั้นจะทำให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านั้นกลับแย่ลง เนื่องจากจะทำให้การนำเข้ามีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ประเทศนั้นขาดดุลการค้า และ/หรือดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้นในระยะสั้น (1-2 ปี) แต่ในระยะกลาง (3-5ปี) ดุลการค้าจะเริ่มปรับตัวมาอยู่ในจุดสมดุล ทำให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ดีขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีวิกฤติต้มยำกุ้งของไทย ที่ค่าเงินอ่อนลงกว่า 60% (25บาทต่อดอลลาร์ เป็นประมาณ 40 บาท) ในช่วงปี 2541-44 สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกในช่วงดังกล่าวที่หดตัว 5-10% แต่หลังจากนั้นการส่งออกก็กลับขยายตัวในระดับ 20% ต่อปีต่อเนื่องกว่า 5 ปี

กรณีของเอเชียและไทยในปัจจุบันก็เช่นกัน ผู้เขียนมองว่า หลังจากที่การส่งออกไทยและเอเชียตกต่ำมากในปีนี้ (คาดว่าจะหดตัวที่ประมาณ 5-20%) เป็นไปได้ที่อาจเห็นการส่งออกของประเทศในเอเชียเริ่มฟื้นตัว โดยอาจขยายตัวระหว่าง +10% ถึง -10% ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งออกของแต่ละประเทศ ซึ่งการส่งออกในเอเชียที่เริ่มเพิ่มขึ้น จะช่วยทำให้เศรษฐกิจเอเชียเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ธีมที่สี่ ได้แก่ การที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีมติอนุมัติให้นำสกุลเงินหยวนของจีนเข้าสู่การคำนวณสกุลเงินกลางหรือ Special Drawing Right หรือ SDR ได้ โดยให้สัดส่วนเป็นอันดับสามถึง 11% แซงหน้าเงินปอนด์สเตอลิงค์และเยน ขณะที่ลดสัดส่วนของยุโรปลงอย่างมีนัยสำคัญ

การที่เงินหยวนอยู่ในการคำนวณดังกล่าว ทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ จะต้องเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสกุลหยวนในทุนสำรองมากขึ้น รวมถึงเป็นไปได้เช่นกันที่ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลจีนจะมีมากขึ้น โดยสำนักวิจัย Merrill Lynch คาดการณ์ว่าธนาคารกลางต่าง ๆ จะถือเงินหยวนเพิ่มขึ้นถึงกว่า 3.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กองทุนพันธบัตรทั่วโลกจะมีความต้องการพันธบัตรเงินหยวนถึงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีข้างหน้า และน่าจะทยอยขายพันธบัตรรัฐบาลเอเชียประเทศอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนิเซีย และไทย

ธีมสุดท้าย ได้แก่ ปัจจัยอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ทั้งสี่ เช่น ประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ก่อการร้ายในปารีสในเดือนก่อน ที่ทำให้พันธมิตรชาติตะวันตกหันมาโจมตีกลุ่มก่อการร้ายอย่างหนักหน่วงมากขึ้น และอาจทำให้ความเสี่ยงก่อการร้ายมีมากขึ้นในอนาคต

หรือประเด็นภาวะภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น และอาจทำให้จำนวนผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง จนเกิดภาวะขาดแคลนและทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงประเด็นความเสี่ยงที่ภาคเอกชนในประเทศตลาดเกิดใหม่เสี่ยงต่อภาวะล้มละลายมากขึ้น หลังจากที่กู้หนี้ยืมสินเป็นสกุลเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า และอาจนำไปสู่วิกฤตการเงินโลกได้

ธีมเศรษฐกิจการเงินโลกในห้าปีข้างหน้าชัดเจนขึ้นแล้ว นักธุรกิจและนักลงทุนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แล้วหรือยัง