ทำไม‘มาริโอ ดรากิ’ไม่จัด QE เต็ม

ทำไม‘มาริโอ ดรากิ’ไม่จัด QE เต็ม

ต้องถือว่าไม่ผิดจากที่ได้คาดการณ์ไว้ว่า นายมาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี

จะมาแนวที่กระตุ้นเศรษฐกิจไม่เต็มสูบ

แต่ต้องบอกว่า นายดรากิก็ไม่ผิดคำพูดที่เคยให้ไว้ว่า จะทำการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการขยายเม็ดเงินสำหรับนโยบายการเงิน ทั้งในแง่ของขนาด องค์ประกอบ และระยะเวลาของมาตรการที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่า ตลาดคิดไปไกลเกินกว่าที่นายดรากิได้ทำเพิ่มเติม เพียงแค่ขยายเวลามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ไปอีก 6 เดือน และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอีกร้อยละ 0.1 เป็นติดลบร้อยละ 0.3 รวมถึงซื้อพันธบัตรที่จะครบอายุมูลค่า 3.6 แสนล้านยูโร

อย่างไรก็ดี ผมมองว่า การที่นายดรากิออกมาตรการนโยบายการเงินที่ยังถือว่าไม่เต็มสูบในช่วงสิ้นปี 2015 ตอนที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ในนาทีนี้มีข้อดีอยู่ 2 ประการ ได้แก่

หนึ่ง ในขณะที่ธนาคารกลางหลักรายอื่นๆ ได้ปล่อยอาวุธไปเกือบหมดแล้ว ยกเว้นเฟดที่เตรียมจะขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งเหตุการณ์ที่เป็นความเสี่ยงเชิงลบในปี 2016 ก็ยังมีอยู่อีกไม่ใช่น้อย อาทิ ราคาน้ำมันที่จะลดลงไปสู่จุดใดก็ยากที่จะหยั่งรู้ การก่อการร้ายระหว่างประเทศที่ไม่รู้ว่าจะจบหรือยัง รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจของบรรดาประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่นับวันจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น การที่ยังมีธนาคารกลางหลักสักหนึ่งแห่ง มีอาวุธครบมืออยู่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอยู่ไม่น้อย ซึ่งหากจะหวังพึ่งนโยบายการคลังยามหน้าสิ่วหน้าขวานคงหวังได้ยาก เนื่องจากกว่ามาตรการจะเห็นผลถือว่าช้ามาก และตอนนี้ก็ไม่มีประเทศหลักใดสามารถใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลายได้แบบยั่งยืน

สอง ผมยังคิดว่า นายดรากิหวังจะใช้มาตรการนโยบายการเงินแบบเต็มสูบภายหลังจากที่ทราบว่า เฟดลดดอกเบี้ยแล้ว เพื่อหวังผลประโยชน์ด้านค่าเงินยูโร รวมถึงยื้อการกระตุ้นนโยบายการเงิน จนกระทั่งรู้ผลว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะไปสะดุดในช่วงไหนของปีหน้าไหม ผมยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่านางเจนเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ประเมินค่าคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยที่ทำให้จีดีพีเติบโตได้ดี และไม่ก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อสูงเกินอัตราดอกเบี้ยตามธรรมชาติ หรือ Natural Interest Rate ของสหรัฐใน 1-2 ปีข้างหน้า

หากประเมินจากคำสุนทรพจน์ของนางที่นิวยอร์คเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหากจะเกิดโอกาสที่จะชะลอตัวใน 1-2 ปีหน้าก็ยังมีอยู่ จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รวดเร็วเกินไป ทั้งนี้สาเหตุที่ผมเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยตามธรรมชาติของสหรัฐยังคงจะต่ำอยู่ไปอีกพักใหญ่ มีดังนี้

หนึ่ง หากพิจารณาข้อมูลอัตราดอกเบี้ยตามธรรมชาติย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีแนวโน้มลดลงตลอดมา

สอง ในปีหน้า จะมองหาตลาดการเงินและตลาดทุนไหนที่ดูจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าสหรัฐคงจะยาก ดังนั้น ฟันด์โฟลว์ส่วนใหญ่คงจะกลับเข้ามาที่สหรัฐบีบให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า

สาม การที่เฟดดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณมานาน ส่งผลให้การซื้อสินค้าประเภท Big Ticket อย่างเช่น รถยนต์ หรือบ้านของชาวสหรัฐถูกเลื่อนเวลาให้ซื้อเร็วขึ้น ดังนั้น การที่จะดันอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปให้สูงในช่วงต่อไปนี้ จะทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ท้ายสุด ผลกำไรของบริษัทในวอลล์สตรีทในช่วงไตรมาสล่าสุด เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือแม้แต่บริษัทขนาดกลางและเล็กในสหรัฐ แบงก์ก็ลดการปล่อยกู้ให้กับบริษัทดังกล่าว เนื่องจากกฏเกณฑ์ทางการเงินใหม่ของสหรัฐ หรือ Dodd-Frank Bill ได้ไปจำกัดการปล่อยกู้ดังกล่าว ดังนั้นการที่จะขึ้นดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่แบบเป็นหลักร้อยละ 2 ขึ้นไปในช่วงต่อไป ถือว่าเป็นเรื่องยาก

ดังนั้น ผมเชื่อว่านายดรากิคงเห็นข้อจำกัดของเฟดในปี 2016-2017 จึงยังชะลออาวุธหนักของตนเอง เผื่อไว้ใช้ในตอนที่มองแล้วเห็นผลอย่างเต็มที่

หากเป็นเช่นนี้แล้ว คำถามคือ นายดรากิจะลงมือดำเนินผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบเต็มสูบเมื่อไร

ผมคิดว่านายดรากิจะแบ่งการลงมือออกเป็น 2-3 จังหวะ โดยเริ่มจากเดือนมกราคมปีหน้า จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายล็อตแรกที่ตลาดค่อนข้างประทับใจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปผ่านค่าเงินยูโรและตลาดการเงิน จากนั้นคงจะต้องดูผลของการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้ว เศรษฐกิจโลกและสหรัฐจะรวนไหม หากไม่ นายดรากิก็จะคงนโยบายการเงินดังกล่าวไปสักพัก หรือหากเศรษฐกิจโลกเกิดอาการไม่ค่อยดี นายดรากิก็จะกระตุ้นอีกรอบเพื่อประคองเศรษฐกิจยุโรปไม่ให้ติดเชื้อ

ในภาพรวมแล้ว ผมไม่แปลกใจที่นายดรากิทำตลาดผิดหวังเมื่อสัปดาห์ก่อน ความจริงแล้วผมยังคิดว่า เขาจะทำน้อยกว่านี้เล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากนายดรากิก็ยังเป็น“มาริโอ ดรากิ” คนเดิมที่ชอบเปิดไพ่เป็นคนสุดท้ายเสมอครับ