ภาคประชาชนหายไปไหน

ภาคประชาชนหายไปไหน

การหารือระหว่างรัฐบาล และภาคธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 เพื่อหาความร่วมมือการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรูปแบบของการประชุมร่วมกัน ระหว่างภาคธุรกิจกับรัฐบาล มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำไม่ว่ารัฐบาลยุคไหน และจะมีความแตกต่างกันบ้างก็ขึ้นกับรัฐบาลในสมัยนั้นจะเน้นไปทางด้านใด แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้พยายามจะดำเนินการคือขอให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังทำในหลายด้าน

  คือ ต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ในระดับชุมชนและต้องการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ดังจะเห็นได้จากหลายๆนโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาภูมิภาค และพยายามปรับโครงสร้างภาคเกษตร ซึ่งการปรับทิศทางของนโยบายรัฐบาลและมีนโยบายออกมาอย่างชัดเจนในครั้งนี้ ก็หวังจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท รวมทั้งช่องว่างการพัฒนาที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การขอความร่วมมือในครั้งดูเหมือนว่ามีลักษณะการแลกเปลี่ยนซึ่งกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ กล่าวคือหากภาคธุรกิจเข้ามาช่วยเหลือ ทางภาครัฐก็จะหามาตรการด้านสิทธิประโยชน์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งเท่ากับว่าภาคธุรกิจไม่ได้ลงมือลงแรงโดยไม่มีผลประโยชน์แทน และหากฟังความเห็นของภาคธุรกิจก็ดูเหมือนว่าไม่มีใครขัดข้องในการให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพียงแต่อาจยังไม่เห็นวิธีการและภาคปฏิบัติเท่านั้นว่าจะร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในด้านใดบ้าง

การดึงภาคธุรกิจเข้ามาร่วมขับเคลื่อนประเทศในครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางนโบบายประชารัฐ ที่ต้องประสานความร่วมมือจากสามส่วนคือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาชน โดยรัฐบาลหวังว่าหากเกิดความร่วมมือจากทั้งสามส่วนแล้วจะก่อให้เกิดพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมา เราเห็นแต่การขับเคลื่อนและถกเถียงกันระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ ซึ่งเรื่องที่ถกเถียงมักจะวนเวียนอยู่ในเรื่องเดิมๆ เกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายและการหาตลาดจากผลผลิตระดับชุมชน

การขอความช่วยเหลือจากภาคธุรกิจ สะท้อนให้เห็นปัญหาประการหนึ่งของภาครัฐ คือไม่มีศักยภาพเพียงพอในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆตามการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหน่วยงานราชการเองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะทำได้เพียงแค่ให้ความช่วยเหลือปัญหาเฉพาะหน้า และทำตามหน้าที่ของกระทรวงทบวงกรมเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลหวังว่าความร่วมมือแบบสามประสานในครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหารอยต่อในการขับเคลื่อนนโยบายได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่าความร่วมมือ ในระหว่างสามฝ่ายนั้นจำเป็นต้องมีองค์ความรู้มากพอ และต้องอาศัยเครือข่ายภาคประชาชนค่อนข้างมาก ซึ่งที่ผ่านมา เรายังไม่เห็นการระดมความคิดและความรู้ในวงกว้างอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้นโยบายประชารัฐที่กำหนดขึ้นมาจากส่วนกลางอาจจะเผชิญกับปัญหาเดิมๆในอดีต นั่นคือ เป็นนโยบายที่รัฐบาลส่วนกลางมองว่าดีและควรจะทำเรื่องใดบ้าง แต่ไม่สอดคล้องความต้องการและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น

หากรัฐบาลต้องการให้นโยบายประชารัฐมีผลเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับความเป็นไปของท้องถิ่นจริงๆ อาจจำเป็นต้องระดมความเห็นในวงกว้าง และกำหนดรูปแบบการทำงานในแต่ละท้อนถิ่นออกมา ซึ่งจำเป็นต้องมีองค์ความรู้มากพอในการกำหนดนโยบาย เพราะหากเป็นนโยบายจากส่วนบนทั้งหมดก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับในอดีต นั่นคือ ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงมีเพียงคนกลุ่มเดียว ในขณะส่วนท้องถิ่นปรับไปมาตามการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง