ทำไมเราถึงติดกับดักรายได้ปานกลาง

ทำไมเราถึงติดกับดักรายได้ปานกลาง

คำว่า‘กับ’ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมีความหมายว่า ‘เครื่องดักสัตว์ชนิดหนึ่ง มีลิ้นหรือไก

เมื่อไปกระทบเข้าก็จะปิดหรืองับทันที’ ส่วนคำว่า ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ นั้นเป็นศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่ง Michael Spence นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี ค.ศ. 2001 ได้อธิบายความหมายไว้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนหนึ่ง ที่เคยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำ เช่นปีละ $800 ได้อาศัยการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานราคาถูกโดยเปรียบเทียบ เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจนประสบความสำเร็จอย่างงาม ในช่วงต้นของการพัฒนาประเทศ แต่ก็ยังคงยึดติดกับสูตรความสำเร็จแบบเก่า ด้วยการแทรกแซงปกป้องอุตสาหกรรมเดิมๆ เอาไว้ แม้ว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวจะขยับขึ้นไปเป็นปีละ $5,000 แล้วก็ตาม

เมื่อค่าจ้างแรงงานและต้นทุนอื่นๆ ในประเทศขยับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ประสิทธิภาพแรงงานที่แท้จริงยังปรับเพิ่มขึ้นได้ไม่มากพอ จึงประสบปัญหาเมื่อต้องเจอกับการแข่งขันรูปแบบใหม่ๆ ในตลาดโลกที่แตกต่างและซับซ้อนกว่าเดิม กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว ไม่แต่เพียงเท่านี้ ยังมีความจริงที่น่าตกใจมากกว่าที่ได้กล่าวไปก็คือว่า ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ นี้ไม่ใช่ ‘กับดัก’ ที่จะสลัดให้หลุดออกได้เองแบบง่ายๆ ชิวๆ ซะเมื่อไหร่ เพราะเมื่อพิจารณาจากข้อมูลสถิติที่ผ่านมาในอดีต จะพบว่าในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาจำนวน 101 ประเทศที่ถูกจัดว่ามีรายได้ปานกลางตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1960 นั้น มีเพียง 15 ประเทศเท่านั้น ที่สามารถขยับตัวเองขึ้นมา จนกลายเป็นประเทศที่มีรายได้ขั้นสูงได้สำเร็จในปี ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมา

คำถามที่ผุดขึ้นมาทันที 2 คำถาม ได้แก่ คำถามแรกที่ถามว่า กับดักรายได้ปานกลางนี้เป็นปรากฏการณ์สากลที่เกิดขึ้นได้กับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเมื่อมีรายได้ต่อหัวสูงถึงช่วงๆ หนึ่ง โดยไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การพัฒนาที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศใช่หรือไม่ เช่น กรณีของประเทศเกาหลีใต้ในอดีต กับกรณีของประเทศจีน มาเลเซีย หรือ ไทยในปัจจุบัน เป็นต้น

ส่วนคำถามที่สองก็คือ คำถามที่ว่า อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บางประเทศสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ เพื่อตอบคำถามเหล่านี้ จะขออ้างอิงผลการศึกษาของ Barry Eichengreen และคณะ เรื่อง “Growth Slowdowns Redux: New Evidence on the Middle-Income Trap” ที่ถูกเผยแพร่เมื่อ ค.ศ. 2013 ใน NBER (National Bureau of Economics Research, working paper 18673) การศึกษานี้ได้ใช้ข้อมูลรายได้ต่อหัวของหลายๆ ประเทศจากฐานข้อมูล Penn World Tables (PWT) version 7.1 ซึ่งครอบคลุมเวลาระหว่างปี ค.ศ.1957 ถึง 2010 ส่วนข้อมูลด้านการเปลี่ยนสภาพประชากร และอัตราการค้า ได้จาก World Development Indicators 2010 ข้อมูลเรื่องทุนมนุษย์ได้จาก Barro and Lee(2011) และ ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมืองได้จาก  Center for Systemic Peace เป็นต้น

การศึกษานี้ได้ใช้วิธีการทางเศรษฐมิติแบบ Probit Regressions ในการหาสหสัมพันธ์ระหว่าง ความน่าจะเป็นที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในระดับประเทศที่ชะลอตัวในระยะยาว และตัวแปรอิสระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวแปรมูลค่าจีดีพีต่อหัว ที่ใช้แทนระดับรายได้ของประเทศ ตัวแปรระดับการสะสมทุนมนุษย์ ตัวแปรด้านเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ตัวแปรการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองและการมีธรรมาภิบาลที่ดีในการดำเนินนโยบายรัฐ และตัวแปรด้านปัจจัยจากต่างประเทศ เป็นต้น

ผลการศึกษาได้ให้คำตอบของคำถามแรกว่า กับดักรายได้ปานกลางเป็นปรากฏการณ์สากลที่เกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปที่มีรายได้ต่อหัวสูงถึงช่วงหนึ่งๆ จริง โดยการศึกษาพบว่าการเพิ่มขึ้นของมูลค่าจีดีพีต่อหัวของประเทศ และสัดส่วนจีดีพีต่อหัวของประเทศนั้นๆ เทียบกับจีดีพีต่อหัวของประเทศสหรัฐอเมริกา (ซึ่งใช้เป็นตัวแทนประเทศที่มีรายได้สูง) ทำให้มีความน่าจะเป็นมากขึ้นที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ จะชะลอตัวลดลงในระยะยาว หรือก็คือการติดกับดักรายได้ปานกลางนั่นเอง

นอกจากนี้ ประเทศส่วนใหญ่มีโอกาสสูงสุดที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวในระยะยาว เมื่อมูลค่าจีดีพีต่อหัวโดยเฉลี่ยได้ขยับขึ้นไปถึงประมาณร้อยละ 75 ของมูลค่าจีดีพีต่อหัวของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คือ เกณฑ์รายได้เฉลี่ยที่เป็นกับดักรายได้ปานกลางนั่นเอง

ส่วนคำถามที่สองที่ว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องกับดักรายได้ปานกลางนั้น ผลการศึกษานี้พบว่า ประเทศที่มีการสะสมทุนมนุษย์ที่สูงมากพอแล้ว ก็จะมีโอกาสน้อยลงที่จะเกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ ที่สะท้อนว่าประชาชนได้มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น และมีธรรมาภิบาลที่ดีในการดำเนินนโยบายของรัฐนั้น กลับพบว่าไม่มีผลชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากว่าในบางประเทศนั้นการมีสิทธิมีเสียงที่มากขึ้นของประชาชนนั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงควบคู่ไปกับโอกาสในการปรับตัวของอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้นด้วย จึงอาจมีผลไปหักล้างกับผลดีในการลดโอกาสของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวไปด้วยนั่นเอง

ส่วนตัวแปรเรื่องความไร้เสถียรภาพของระบบการเงินในช่วงวิกฤติ จะเพิ่มโอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวในระยะยาวด้วย และท้ายที่สุดคือตัวแปรเรื่องอัตราการค้า (Terms of Trade) ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น ผลการศึกษาพบว่าจะลดโอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวในระยะยาวได้ตามที่คาดไว้ ผลการศึกษาสรุปว่า ช่องทางที่ประเทศจะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางก็คือ การไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ ในอดีตที่ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เช่น การหวังพึ่งแต่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้มาเป็นจักรกลหลักขับเคลื่อนภาคส่งออกที่เริ่มชะลอตัวแล้ว เป็นต้น แต่ควรจะคิดเพิ่มจุดแข็งใหม่ๆ ของประเทศให้มากขึ้น เช่น การลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ดี ให้กระจายไปสู่เยาวชนทุกคนอย่างทั่วถึง แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เฉพาะแต่ในโรงเรียนชื่อดัง หรือในโครงการพิเศษที่มีอยู่ไม่กี่แห่งทั่วประเทศ เหมือนเช่นในปัจจุบัน เพื่อที่เยาวชนส่วนใหญ่จะได้มีทักษะความรู้ความสามารถที่ทันสมัย และเป็นที่ต้องการของตลาดต่อไป ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถไล่ทันความก้าวหน้าใหม่ๆ ทางด้านเทคโนโลยี เหมือนอย่างที่เกาหลีใต้เคยทำสำเร็จมาแล้วฃ

จึงนับว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายสำหรับประเทศไทย ในการเพิ่มศักยภาพทางด้านทุนมนุษย์ และความสามารถทางด้านนวัตกรรม ที่จำเป็นต่อการแข่งขัน เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะได้ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาพื้นฐานภาคบังคับได้อย่างทั่วถึงแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยสะท้อนให้เห็นได้จากผลการวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทยทั่วไป ที่โดยเฉลี่ยแล้วยังไม่สามารถแข่งขันกับนักเรียนในระดับสากลได้ ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มประเทศ OECD หรือประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่าคะแนนค่าเฉลี่ยทางด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทยจากการทดสอบของ TIMSS นั้น ได้ปรับตัวลดลงในระหว่างปี ค.ศ.1999-2007 มีผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งของธนาคารโลกในช่วงปี ค.ศ.2012 ที่พบว่านักเรียนไทยอายุ 15 ปี จำนวนกว่าครึ่งนั้น ไม่สามารถสอบผ่านการทดสอบของ PISA ที่ใช้วัดทักษะในการอ่านและเขียนของนักเรียนนานาชาติอีกด้วย ดังนั้น การปฎิรูปการศึกษาไทยต่อจากนี้ จึงควรหันมาเน้นเรื่องการลงทุนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเป็นสำคัญทั้งระบบ โดยเพิ่มความเข้มข้นเรื่องการเรียนการสอนสาขาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาต่างประเทศที่มีคุณภาพเทียบเท่าสากลในระดับประถมและมัธยมศึกษา เพื่อสนับสนุนนักเรียนทั่วไปที่แสดงความสนใจใฝ่เรียนรู้ทางด้านนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการทำในส่วนนี้ไปบ้างแล้ว แต่มักจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในบางโรงเรียน และบางโครงการที่จำกัดการเข้าถึงบริการไว้ สำหรับเด็กบางกลุ่มที่ถูกจัดว่าเป็นเด็กอัจฉริยะเท่านั้น เนื่องจากมีงบประมาณที่ไม่เพียงพอนั่นเอง นอกจากนี้ ควรลดภาระงานด้านธุรการและงานเอกสารของครู ที่มีมากเกินความจำเป็นในปัจจุบัน เพื่อที่ครูทั้งหลายจะได้มีเวลาสอนและพัฒนาตัวเองมากขึ้น ซึ่งการปฏิรูปในแนวทางเช่นนี้น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทย สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ในไม่ช้า