Trans-Pacific Partnership(TPP)มุมมองจากด้านญี่ปุ่นมาไทย (2)

Trans-Pacific Partnership(TPP)มุมมองจากด้านญี่ปุ่นมาไทย (2)

ลักษณะของข้อตกลงที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำไว้กับ TPP ก็คือ สินค้าเกษตรที่สำคัญชนิดที่จะกำหนดเป็น

โควตาที่เพิ่มขึ้นตามเวลา และปริมาณนำเข้าที่เกินกว่าโควตาจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูง ดังตาราง

เป็นที่น่าสังเกตว่า อัตราภาษีศุลกากรที่ญี่ปุ่นเก็บจากสินค้าเกษตรนำเข้านอกโควตานั้นสูงมาก เพื่อให้ราคาสินค้านำเข้านอกโควตาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสินค้าภายในประเทศ แม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลจะให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจะพยายามส่งเสริมการส่งออกเนื้อวัวในอนาคต เพื่อชดเชยกับส่วนที่ต้องนำเข้า แต่ตัวอย่างอัตราภาษีที่นำมาแสดงในตาราง ก็ชี้ให้เห็นว่า โอกาสการส่งออกเนื้อวัวอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้น เป็นไปไม่ได้ นอกจากเนื้อวัวที่มีชื่อเสียงเฉพาะ เช่น เนื้อโกเบ ทั้งนี้ ก็เนื่องจากราคาเนื้อวัวญี่ปุ่นที่สูงมากนั่นเอง

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้ในการเจรจาข้อตกลง TPP ก็คือ การปกป้องสินค้าข้าวอย่างเต็มที่ ตามมรดกทางการเมืองที่เคยทำกันมา แม้ว่าจะมีปริมาณข้าวนำเข้าเพิ่มขึ้น รัฐบาลก็พยายามซื้อกลับมาในปริมาณเท่าเดิม ส่วนสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ ก็มีความจำเป็นต้องทยอยปล่อยให้มีโควตาเพิ่มขึ้นตามเวลา เพื่อยื้อระยะเวลาที่ผลกระทบจากข้อตกลง TPP ต่อสินค้าเกษตรภายในประเทศออกไปให้นานที่สุด เพื่อรักษา status quo และลดผลกระทบทางการเมืองให้น้อยที่สุด

ในบรรดาประเทศในกลุ่ม TPP มีสหรัฐอเมริกาและเวียดนามที่ส่งออกข้าวเป็นสัดส่วนสำคัญของการผลิตภายในประเทศ ออสเตรเลียส่งออกน้ำตาลถึงประมาณ 80% ของการผลิต ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ส่งออกเนื้อวัวและน้ำนมในรูปต่างๆ เป็นสัดส่วนสำคัญ ประเทศเหล่านี้จะพยายามสร้างแรงกดดันในการเจรจาเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สินค้าเกษตรที่ส่งออกในสัดส่วนสำคัญ

ในแง่สินค้าอุตสาหกรรม TPP มีเป้าหมายยกเลิกภาษีศุลกากรครอบคลุมร้อยละ 99.9 ของรายการสินค้าทั้งหมด แต่จะยกเลิกทันทีเพียงร้อยละ 76.6 เท่านั้น สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์นั้น สหรัฐอเมริกาจะคงอัตราภาษีศุลกากรในปัจจุบันที่ 2.5% ไว้บางส่วน คือร้อยละ 20 และยกเลิกทันทีร้อยละ 81.3 ซึ่งสูงกว่า FTA สหรัฐ-เกาหลี ที่ร้อยละ 77.5 สำหรับรถยนต์สำเร็จรูปนั้น สหรัฐอเมริกาจะคงอัตราภาษีศุลกากรในปัจจุบันที่ 2.5% ต่อไป จนถึงปีที่ 15 หลังจากนั้นจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจนถึงปีที่ 20 และเหลือ 0.5% จนถึงปีที่ 22 และ ยกเลิกจริงๆ ในปีที่ 25 ในระหว่างนั้น สหรัฐอเมริกายังสามารถประกาศมาตรการ safeguard ในกรณีที่อุตสาหกรรมภายในประเทศได้รับความเสียหาย ส่วนแคนาดานั้น จะยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 6.0% ถึงร้อยละ 87.5 ของรายการทั้งหมด และยกเลิกภาษีศุลกากรที่ปัจจุบันอยู่ที่ 6.1% ในปีที่ 5 โดยทันที รถยนต์ที่จะได้รับพิจารณาว่าผลิตภายในกลุ่มประเทศ TPP จะต้องมีมูลค่าเพิ่มภายในกลุ่ม TPP ไม่น้อยกว่า 55% หรือไม่น้อยกว่า 45% ในกรณีที่มีชิ้นส่วน 1 ใน 7 รายการที่ระบุในข้อตกลงผลิตจากกลุ่ม TPP

ข้อตกลง TPP เกี่ยวกับการลงทุนที่สำคัญได้แก่ การยกเลิกข้อจำกัดการค้าปลีก การยกเลิกข้อจำกัดการถือหุ้นในโทรคมนาคม การตั้งสาขาธนาคาร รัฐวิสาหกิจ และการบันเทิง (ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ เป็นต้น) นอกจากนี้ ยังให้ยกเลิกข้อจำกัดไม่ให้เข้าประมูลการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขต่างๆ ที่ญี่ปุ่นทำความตกลงกับประเทศกลุ่ม TPP ดังที่บรรยายมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่า สถานการณ์หลายๆ อย่างที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญในการเจรจา คงจะสามารถใช้เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ไทยเรา ในการเจรจาเข้าร่วมข้อตกลง TPP ได้เช่นเดียวกัน เช่น แรงกดดันที่มาจากประเทศที่ต้องการส่งออกสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมต่างๆ มายังไทย ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากญี่ปุ่นมากนัก ตัวอย่างเช่น นิวซีแลนด์ พยายามกดดันเรื่องนม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์พยายามกดดันเรื่องเนื้อวัว เป็นต้น สิ่งที่น่ากลัวสำหรับไทยก็คือ การผลิตข้าวที่ไม่คำนึงถึงคุณภาพ และยังพยายามยกระดับราคาข้าวทั้งๆ ที่ไม่มีคุณภาพ การผลิตนมเพื่อดื่มจากนมผงทั้งๆ ที่ไม่มีประเทศที่เจริญแล้วทำกัน เนื่องจากประชาชนไทยเองก็ไม่ตระหนักในเรื่องเหล่านี้

ในด้านการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์นั้น สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นตลาดใหญ่ของไทย (น้อยกว่า 1%) การส่งออกของไทยส่วนใหญ่ไปสู่ประเทศในเอเชียและยุโรป แม้แต่การส่งออกรถยนต์ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย และนักธุรกิจบางท่านได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแสดงความเป็นห่วงนั้น เนื้อหาก็คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมาก กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ของไทยไม่เกินกว่า 1% และประการถัดมาคือ ตลาดส่งออกรถยนต์ของไทย อยู่ที่ประเทศในเอเชีย ยุโรป และอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา อีกข้อหนึ่งที่ควรระลึกถึงก็คือ การเจรจาข้อตกลง TPP ที่ญี่ปุ่นทำมาทั้งหมดจะไม่ตระหนักบ้างเลยหรือว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์ของสหรัฐเมริกาในปัจจุบัน จะยังคงอยู่ในอัตราเดิมต่อไปอีก 15 ปี

มุมมองในการเจรจาข้อตกลงทางการค้ามีได้สองทางคือ มุมมองจากความเปลี่ยนแปลงสุทธิของสวัสดิการทางเศรษฐศาสตร์ ของหน่วยเศรษฐกิจทุกประเภทว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่ได้รับผลดี ฝ่ายใดได้รับผลเสีย อย่างที่ศาสตราจารย์ซูซูกิได้ให้ไว้ อีกมุมมองหนึ่งคือ การรักษา status quo ของหน่วยเศรษฐกิจทุกประเภทและยื้อไว้ให้นานที่สุด มุมมองแรกมีผู้ผลิตได้รับผลกระทบชัดเจน ส่วนมุมมองหลังนั้น แม้ว่าผู้บริโภคจะไม่ดีขึ้น แต่ผลกระทบทางแก่ผู้ผลิตมีน้อย ซึ่งหมายถึงผลกระทบทางการเมืองจะมีน้อยด้วย มุมมองหลังนี้เองที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ใช้เป็นจุดยืนในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี เนื่องจากรัฐบาลต้องการลดผลกระทบทางการเมือง ทั้งๆ ที่สินค้าเกษตรที่ได้รับการปกป้องในการเจรจา ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณอุดหนุนจำนวนมากอย่างในสหรัฐอเมริกาเป็นต้น

รายละเอียดทางการค้าที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ อาจจะมีอีกหลายด้าน แต่ว่าด้วยการค้าด้านสำคัญๆ ที่ได้กล่าวถึงในที่นี้ อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership ในมุมมองของการส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย และสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะรถยนต์ การเข้าร่วมข้อตกลง TPP ยังอาจนำมาซึ่งแรงกดดันให้ต้องนำเข้าสินค้าเกษตรด้วย ส่วนคู่ค้าที่สำคัญอื่นๆ นั้น ไทยมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีเป็นการเฉพาะ หรือภายใต้กรอบอาเซียนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของสินค้าเกษตรทุกด้าน โดยที่รัฐบาลเป็นฝ่ายจัดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรทำไปตามบุญตามกรรมเหมือนที่ผ่านมา การวิจัยพัฒนาทางเกษตรจะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นสำคัญ เนื่องจากเราละเลยในเรื่องเหล่านี้มาก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับการค้าโลก ที่จะเปิดเสรีและการแข่งขันที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต