การพัฒนาเมืองไทยที่ใช้ ทั้งรถยนต์และต้นมะกอก

การพัฒนาเมืองไทยที่ใช้ ทั้งรถยนต์และต้นมะกอก

ซึ่งอาจแปลว่า “รถยนต์กับต้นมะกอก" ออกมา หนังสือขายดีเป็นเท

ย้อนไปเมื่อปี 2542 โธมัส ฟรีดแมน พิมพ์หนังสือชื่อ The Lexus and the Olive Tree น้ำเทท่าและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และการต่อยอดอย่างกว้างขวาง หนังสือเล่มนี้มีความเป็นพิเศษหลายอย่างรวมทั้งการเริ่มเรื่องด้วยเหตุการณ์ในเมืองไทย (อ่านและดาวน์โหลดบทคัดย่อภาษาไทยได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com)

การวิพากษ์วิจารณ์และการต่อยอดนำไปสู่การตีความหมายหลากหลายแง่มุม ด้านหนึ่งซึ่งอาจมองได้คือ การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยสิ่งใหม่ๆ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำ สิ่งใหม่ๆ มีสัญลักษณ์เป็นรถยนต์ชั้นดีของญี่ปุ่นยี่ห้อเล็กซัส แต่สิ่งใหม่ๆ ต้องวางอยู่บนฐานอันมั่นคงของสังคม ซึ่งรวมทั้งทรัพยากรธรรมขาติ วัฒนธรรม และประเพณีที่มีอยู่ก่อนแล้ว ของเดิมเหล่านั้นมีสัญลักษณ์เป็นต้นมะกอกที่มีความแข็งแกร่ง คงทน บางคนอาจตีความหมายว่าการพัฒนาเป็นการขัดแย้งกันระหว่างของใหม่กับของเก่า แต่ไทยเราคงต้องมองว่า สองกลุ่มนั้นเป็นตะเกียบคู่หนึ่ง ซึ่งต้องใช้ร่วมกันจึงจะเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เราดำเนินกันมาเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ อาจมองได้ว่ามีทั้งส่วนที่เป็นรถยนต์และส่วนที่เป็นต้นมะกอก หรืออาจมองได้ว่าเราเน้นเฉพาะรถยนต์ จนลืมต้นมะกอกก็คงได้ แต่จะมองอย่างไรก็ตาม การที่เราเริ่มเร่งรัดพัฒนาประเทศพร้อมๆ กับเกาหลีใต้ แต่เขาหนีเราไปแบบไม่เห็นฝุ่นหลังเวลาผ่านไปไม่ถึง 4 ทศวรรษ อาจบ่งชี้ว่าเขามีอะไรที่ไม่เหมือนเรา ประเด็นนี้คงมีผู้มองว่า เขาปราบความฉ้อฉล หรือคอร์รัปชัน กันอย่างจริงจัง ถึงขนาดสั่งจำคุกตลอดชีวิตอดีตประธานาธิบดี หรืออดีตประธานาธิบดีหนีไปกระโดดหน้าผาตาย เพราะอับอายที่ครอบครัวของตนพัวพันกับความฉ้อฉลต่างๆ

ผมมองว่า แน่นอนนั่นเป็นองค์ประกอบสำคัญอันดับต้น แต่ยังมีสิ่งที่นอกเหนือจากนั้นอีก ผมมองว่าการพัฒนาไม่ต่างกับการพยายามส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ของสหรัฐ ซึ่งเริ่มขึ้นอย่างเร่งรัดในช่วงเวลาเดียวกันกับเกาหลีใต้ และไทยเริ่มเร่งรัดพัฒนาประเทศตอนนั้น สหรัฐแข่งขันกับสหภาพโซเวียตอย่างเข้มข้นที่จะส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ เนื่องจากสหรัฐสามารถพัฒนาจรวดอันทรงพลังชื่อ Saturn V ขึ้นมาได้ก่อน จึงส่งคนไปลงบนดวงจันทร์สำเร็จ ยังผลให้สหภาพโซเวียตเลิกล้มความตั้งใจที่จะส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ จรวดนั้นมีพลังสูงมากจนสามารถพามนุษย์อวกาศ 3 คน และยานที่ใช้ลงบนดวงจันทร์ออกจากแรงโน้มถ่วงของโลก ไปสู่วงโคจรของดวงจันทร์ได้

ฝรั่งเรียกว่ามันเป็น Game Changer มุมมองนี้เมื่อนำมาใช้กับยุทธศาสตร์การพัฒนาของเกาหลีใต้ สิ่งที่ทำให้ประเทศนั้นเสมือนส่งคนไปลงบนดวงจันทร์สำเร็จ หรือ Game Changer ได้แก่การทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างลงไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งทำกันอย่างต่อเนื่อง แม้ประธานาธิบดีจากปัก จุง ฮี จะต้องลงเวทีไปเพราะถูกสังหารแล้วก็ตาม

จากมุมมองนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทยไม่มีสิ่งที่มีพลังสูงมาก จนก่อให้เกิดจุดเปลี่ยน หรือ Game Changer นโยบายต่างๆ ที่ดำเนินกันอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนดังกล่าว หากถามว่า อะไรที่จะทำให้เกิดจุดเปลี่ยน โดยเฉพาะจากมุมมองของการใช้ทั้งรถยนต์ และต้นมะกอก เป็นตัวขับเคลื่อนคล้ายการใช้ตะเกียบทั้งสองขา คำตอบน่าจะเป็นการขุดคลองตรงคอคอดกระ และการขุดสระน้ำในนา ในไร่ จนทำให้เมืองไทยคล้ายถาดขนมครก

แน่ละ การขุดคลองตรงคอคอดกระ และการขุดสระ จะเกิดประสิทธิผลก็ต่อเมื่อรัฐบาลปราบความฉ้อฉลลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังที่เกาหลีใต้ได้ทำ

เป็นเวลากว่า 300 ปี ที่เราพูดกันเรื่องคลองตรงคอคอดกระซึ่งอาจขุดในบริเวณใกล้เคียง เราได้ศึกษาสารพัดแง่มุมจนรู้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้วว่า จุดอ่อนจุดแข็งของมันอยู่ตรงไหน เราน่าจะขุดคลองได้โดยไม่ต้องถูกผลกระทบทางลบมาก จนถึงกับรับไม่ได้รวมทั้งความเสี่ยงด้านความมั่นคงด้วย สำหรับด้านความมั่นคงนี้ สิ่งที่เราต้องเสี่ยงมากกว่าน่าจะเป็นความฉ้อฉล ความยากจนและความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระดับร้ายแรง หากคลองนั้นกลายเป็นศูนย์กลางของความก้าวหน้าทางด้านการขนส่งสินค้า การอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ต่างๆ ดังที่เราพูดกันว่าจะทำให้ได้ ภาคใต้จะไม่มีความยากจน และความเหลื่อมล้ำต่ำสูงร้ายแรง ที่เป็นตัวบั่นทอนความมั่นคง

สำหรับทางด้านการขุดสระในนาในไร่ ซึ่งทำกันมาบ้างแล้ว แต่มักไม่ได้ผลเต็มที่เพราะไม่มีความเชื่อมโยงกันตามหลักวิชาการและการใช้น้ำทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ การขุดสระน้ำจำนวนมากอย่างเป็นระบบ เพื่อเก็บเกี่ยวน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้งนี้มีมานานแล้ว ตัวอย่างที่คอลัมน์นี้เคยอ้างถึงได้แก่รัฐราชาสถานของอินเดีย การขุดสระน้ำอย่างเป็นระบบในพื้นที่แห้งแล้งจนถึงเป็นกึ่งทะเลทราย ได้แพร่ขยายไปถึงเอธิโอเปียในแอฟริกา และโบลิเวียในละตินอเมริกา

เรื่องสระน้ำในอินเดียเป็นกรณีศึกษาที่คงไม่ต้องใช้เวลา และงบประมาณมากนัก หากคนไทยจะไปดูงานกันจริงๆที่นั่น มันน่าจะใช้งบประมาณน้อยกว่า และได้ผลมากกว่าการไปร่วมประชุมสุดยอดว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ณ กรุงปารีสในสัปดาห์นี้เสียอีก การขุดสระน้ำในนา ในไร่ เพื่อให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปีจะเป็นหัวใจของการทำเกษตรกรรมตามหลักทฤษฎีใหม่ พร้อมกันนั้น ก็จะเป็นการคงไว้ซึ่งความมั่นคงทางอาหารและฐานทางวัฒนธรรมกับอัตลักษณ์ของสังคมไทยที่มีรากเหง้าอยู่ในภาคเกษตรกรรม

น่าจะถึงเวลาลงมือทำทั้งสองอย่างกันอย่างจริงจังแล้วล่ะ