ทำไมหุ้นยุโรปในปี 2016 น่าสนใจ

ทำไมหุ้นยุโรปในปี 2016 น่าสนใจ

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนาประจำปีของทางทิสโก้ จึงอยากขอนำเนื้อหาบางส่วน

มาแชร์กับท่านผู่อ่านในคอลัมน์ ‘มุมคิดธนกิจ’ จากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ธนาคารกลางยุโรปได้ส่งสัญญาณจะออกมาตรการนโยบายการเงินเพิ่มเติม เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจของตนเองนั้น ทำให้ในครึ่งปีแรกของปี 2016 ผมมีความเห็นว่าตลาดหุ้นยุโรปมีความน่าสนใจ ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้

หนึ่ง นับตั้งแต่ปี 2012 ประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลก เจอเหตุการณ์เด่นๆ ที่แตกต่างกัน เริ่มจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ทั้งในละตินอเมริกาและเอเชียบางประเทศ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่งผลให้การส่งออกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศเหล่านี้ลดลง เนื่องจากอุปสงค์หลักจากจีนที่ลดน้อยถอยลงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ประเทศในเอเชียอื่นๆ ก็ล้วนได้รับผลกระทบดังกล่าวมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงมากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

ในขณะที่ยุโรปเคยเป็นจุดอ่อน ในประเด็นวิกฤติกรีซก็เริ่มจะมีความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง ส่งผลให้กระแสฟันด์โฟลว์ทั้งในตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นไหลเข้ามาสู่ประเทศในยุโรปที่เคยได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงิน ที่สำคัญไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้นของยุโรปตะวันตกโดยรวมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ดังรูปที่ 1 และเมื่อธนาคารกลางยุโรปเปิดไต๋ผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบสุดๆ ในปี 2016 จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า กระแสฟันด์โฟลว์ก็น่าจะยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นยุโรปต่อไป และเป็นไปได้ว่าจะไหลเข้ามามากว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด มีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในเวลาอีกไม่นาน ย่อมจะทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินของยุโรป มีความเข้มข้นเป็นทวีคูณจากความแตกต่างของนโยบายการเงินของภูมิภาคหลักของโลก

สอง หากพิจารณาดูพฤติกรรมของนักลงทุนในยุโรป จะพบว่ากล้ายอมรับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะวัดจากสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นของตลาดเกิดใหม่ ที่ปรากฎว่าอยู่ในระดับที่สูงขึ้น หรือจะวัดจากการเทขายหุ้นในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สั่นคลอน ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ปรากฎว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์ Lehman Brothers เมื่อปี 2008 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Taper Tantrum สมัยนายเบน เบอร์นันเก้ ประกาศจะยกเลิกมาตรการ QE ที่ทำให้หุ้นในตลาดเกิดใหม่ลดไปกว่าร้อยละ 20 เหตุการณ์ประชามติของกรีซ หรือจะเป็น Black Monday ของตลาดหุ้นจีนเมื่อ 3 เดือนก่อน ล้วนมืได้ทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป เทขายหุ้นออกมาอย่างมากมายแต่อย่างใด

ดังนั้น ในมุมของเหตุการณ์สำคัญอย่างการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี แม้จะทำให้มีความแกว่งตัวของตลาดหุ้นในบางภูมิภาค แต่สำหรับตลาดหุ้นยุโรป ถือว่าผลกระทบดังกล่าวน่าจะมีไม่มากนัก

สาม แม้หลายคนจะมองว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดเงิน จากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE ในรอบสองของธนาคารกลางยุโรป จะน้อยกว่า QE ในครั้งแรกเมื่อต้นปีนี้ เนื่องจากได้เห็นแนวโน้มดังกล่าวจากมาตรการ QE ของเฟดในอดีต อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายอุตสหกรรมของตลาดหุ้นยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมันซึ่งเป็นตลาดหุ้นอันดับหนึ่งของยุโรปในปัจจุบัน มีความเอื้อต่อมาตรการ QE รอบใหม่ ก็อาจทำให้แนวโน้มที่ QE2 จะส่งผลต่อตลาดหุ้นน้อยกว่า QE1 

จากรูปที่ 2 จะเห็นได้ว่า ในปีนี้ผลกระทบจาก QE1 ของยุโรป มีผลต่อรายอุตสาหกรรมต่างๆ ของตลาดหุ้นเยอรมันไม่เท่ากัน โดยผลกระทบต่อเซกเตอร์รถยนต์ของตลาดหุ้นเยอรมันมีมากที่สุด นั่นคือ QE ยุโรปส่งผลให้หุ้นของตลาดรถยนต์ขึ้นสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเซกเตอร์อื่นๆ

อย่างที่ท่านผู้อ่านคงจะทราบเป็นอย่างดีว่า เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ข่าวเครื่องวัดมลพิษทางอากาศของรถยนต์ยี่ห้อดังเยอรมันที่มีความไม่โปร่งใส ได้ส่งผลให้ราคาของหุ้นในเซกเตอร์รถยนต์ของเยอรมันลดลงกว่าร้อยละ 35

ทีนี้ เมื่อ QE ใหม่ของยุโรปที่กำลังจะออกมาผนวกกับเซกเตอร์ที่ชอบให้กระตุ้น QE ซึ่งระดับราคาหุ้นในเซกเตอร์นี้ก็อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี จึงต้องบอกว่า ตลาดหุ้นที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มีความน่าสนใจที่จะพิจารณาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นยุโรป สำหรับ QE รอบใหม่นี้ แต่ต้องบอกว่าราคาหุ้นในเซกเตอร์ดังกล่าวคงจะมีความผันผวนพอสมควรเช่นกัน

ด้วยปัจจัยฟันด์โฟลว์ล่าสุด ความกล้าเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป รวมถึงโครงสร้างและสถานการณ์เซกเตอร์ภายในตลาดที่เอื้อต่อ QE รอบใหม่ ผมจึงชอบตลาดหุ้นยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 ครับ