วิกฤตปักกิ่ง : ทุกลมหายใจคือมลพิษ

วิกฤตปักกิ่ง : ทุกลมหายใจคือมลพิษ

ใครชวนคุณไปเที่ยวปักกิ่ง จงตรวจสอบระดับ “หมอกควัน” เสียก่อน

เพราะปัญหามลพิษของเมืองหลวงจีนเข้าขั้น อันตรายมาก สำหรับสุขภาพของทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นแล้ว

เพื่อนของผมจากปักกิ่งยืนยันว่าชีวิตคนปักกิ่งกว่า 22 ล้านคนกำลังตกอยู่ในภยันตรายจริง ๆ เพราะยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลกลาง หรือท้องถิ่นของปักกิ่ง จะสามารถลงมือแก้ไขปัญหาหมอกควันร้ายแรงได้ ในระยะเวลาอันใกล้นี้ได้แต่อย่างใด

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะประกาศให้โรงงาน 2,000 แห่งรอบ ๆ เมืองหลวงหยุดกิจกรรมจนกว่าจะแก้ปัญหาการปล่อยมลพิษออกมาในอากาศข้างนอกได้ แต่นั่นก็เป็นการแก้ชั่วคราว และเป็นเรื่องปลายเหตุมากกว่า

เพราะสาเหตุใหญ่ของปัญหามลพิษปักกิ่ง คือการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงอย่างกว้างขวาง เพราะราคาถูก และเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลจีนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่ผ่านมา

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ดัชนีคุณภาพอากาศที่ปักกิ่งบางแห่งพุ่งไปถึง 500 ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ปกติ ถ้าดัชนีตัวนี้เกิน 300 เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมก็จะบอกให้ประชาชนคนปักกิ่งอยู่บ้าน อย่าออกมาข้างนอกเพื่อไม่ต้องสูดละอองฝุ่นพิษ ที่มีผลร้ายแรงต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดัชนีมลพิษของเมืองหลวงของจีน สูงเกินกว่าระดับปลอดภัยขององค์การอนามัยโลกถึง 17 เท่า

พอขึ้นคำเตือน “สีส้ม” ซึ่งถือว่าต่ำกว่า “ร้ายแรงที่สุด” เพียงระดับเดียวก็แปลว่าโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย ต้องลดการผลิตหรือไม่ก็ปิดโรงงาน

ดัชนีวัดความเข้มข้นของละอองฝุ่นพิษที่ปกติไม่ควรเกิน 25 กระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 400 ไมโครแกรมต่อลูกบาศก์เมตร

หมายความว่าการหายใจปกติก็คือการสูดเอาพิษร้ายแรงเข้าไปในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดโรคได้ทุกประเภท

นอกจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงแล้ว สาเหตุแห่งการแพร่ขยายของหมอกควันพิษที่นั่น ก็คือระบบทำความร้อนและฝุ่นจากการก่อสร้างที่มีให้เห็นอยู่รอบ ๆ ปักกิ่งอย่างคึกคักตลอดเวลา

ปักกิ่งไม่ใช่เมืองเดียวของจีนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษ เมื่อต้นปีนี้กระทรวงสิ่งแวดล้อมจีนประกาศว่าในจำนวนเมืองใหญ่ ๆ 74 แห่งของจีน มีเพียง 8 เมืองเท่านั้นที่ผ่านมาตรฐานคุณภาพอากาศของทางการ

แปลว่าประชาชนในเมืองกว่า 90% ของจีนตกอยู่ในภาวะวิกฤตแห่งมลพิษทั้งสิ้น

เมืองส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับมลพิษหนักหน่วงอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ

อย่างนี้การที่จีนขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และกำลังจะเป็น มหาอำนาจของโลก จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อคุณภาพชีวิตกลับสวนทางกับเส้นทางการพัฒนาประเทศ

คำ ประกาศสงครามกับมลพิษ ที่รัฐบาลจีนเมื่อปีที่แล้วหลังจากเกิดวิกฤตหมอกควันก็ไร้ความหมาย เพราะทางปฏิบัติยังไม่เห็นผลงานอะไรที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ไม่เพียงแต่ไม่ดีขึ้นเท่านั้น แต่กลับทรุดลงชนิดที่ทำให้ชาวบ้านสิ้นหวังกันทีเดียว

ที่คนจีนคงจะเดือดดาลเป็นพิเศษคือวันที่มลพิษของเมืองหลวง แย่ที่สุดในประวัติการณ์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงไม่อยู่ปักกิ่ง แต่เดินทางไปปารีส

เพื่อประชุมสุดยอดว่าด้วย ภาวะโลกร้อน”!

ข้อความในโซเชียลมีเดียของจีนหลายประเด็นบอกว่าถ้าท่านผู้นำอยู่บ้าน และออกมาข้างนอกเพื่อหายใจควันพิษเข้าไปเหมือนชาวบ้าน บางทีอาจจะช่วยทำให้เกิดความร้อนรน ที่จะแก้ปัญหามลพิษอย่างเป็นรูปธรรมเสียที