วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Word of the year 2015

ฝรั่งผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ มีสิ่งหนึ่งที่ ‘เล่น’ มายาวนาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่ ค.ศ.1990 นั่นก็คือ

Word of the Year ซึ่งหมายความถึง คำที่มีผู้ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกของการใช้ภาษาอังกฤษ ในปี 2015 มีการเลือกคำที่น่าสนใจซึ่งบ่งบอกอะไรหลายอย่างในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

ผู้ผลิต dictionary ในโลกตะวันตกและสมาคมเกี่ยวกับภาษาต่างก็มี Word of the Year ของตนเอง อย่างไรก็ดี โลกจะให้ความสนใจกับ Oxford University Press มากกว่าเพื่อน

ล่าสุดเมื่อกลางเดือน พ.ย.ค่ายCollins English Dictionary เลือกคำว่า “Binge-watch” เป็นคำแห่งปี และรู้สึกจะ‘โดนใจ’ คนจำนวนมาก สำหรับค่าย Oxford UniversityPress นั้น ในปีนี้เลือกคำแห่งปีที่แหวกแนวกว่าเพื่อนอย่างน่ารัก

ในภาษาอังกฤษ “go on a binge” (เป็นการใช้อย่างไม่เป็นทางการ) หมายถึง ดื่มแอลกอฮอล์หนักในเวลาอันสั้น ตามนัยของความหมายนี้ binge จึงหมายความถึงการกินอย่างมากในเวลาอันสั้น ในลักษณะที่ควบคุมไม่ได้ “binge on บางอย่าง” เช่น binge on chocolate

กล่าวโดยสรุปก็คือbinge หมายถึง การทำอะไรในลักษณะที่สุดโต่ง เช่น การกิน การดื่ม หรือใช้เงินอย่างไม่บันยะบันยัง

คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้ว binge-watching ได้กลายเป็นคำแห่งปีไปได้อย่างไร คำตอบก็คือ มันมาจากพฤติกรรมการดำรงชีวิต ของผู้ใช้ภาษาอังกฤษจำนวนมากในปัจจุบันที่บ้าคลั่ง ดูโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องไม่ยอมหลับยอมนอน เรียกง่าย ๆ ว่า marathon-viewing

พฤติกรรมที่เห็นบ่อย ๆ ก็คือ การดูโทรทัศน์เป็นเวลายาวนาน กว่าที่คนเขาดูกันตามปกติในการนั่งดูครั้งหนึ่ง โดยดูรายการโทรทัศน์หรือซีรีย์ใดเป็นพิเศษ จากการสำรวจในปี 2014 ของ Netflix ซึ่งอยู่ในกิจการโทรทัศน์ on-line พบว่า คนให้คำจำกัดความของ binge-watching คือดูตั้งแต่ 2-6 ตอนของรายการทีวีหรือ ซีรีย์ต่อเนื่องกัน

Binge-watching เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลพวงจากการให้บริการ โทรทัศน์ on-line ของบริษัทต่าง ๆ เช่น Netflix / Hull และ Amazon Prime ซึ่งคนดูสามารถเลือกรายการได้ตามความต้องการ ทั้งช่วงเวลาและความยาว บริษัทเหล่านี้แหละที่ทำให้เกิดคำยอดนิยม binge-watching ขึ้น

ในบ้านเรา binge-watching ก็มีจากการดู DVD ของ ซีรีย์หนังละครจากหลายชาติต่อเนื่องกันหลายแผ่นแบบไม่ยอมนอน ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือโทษก็ตามแก่ร่างกายของคนเหล่านี้ แต่เขาก็ไม่ตระหนักถึง เพราะมีความปรารถนาที่จะหาความบันเทิงอย่างไม่ให้มีอะไรมาปิดกั้นให้ขาดตอน

binge-watching ทำให้ไม่มีการรอคอยความตื่นเต้นจากตอนต่อไปในอาทิตย์หน้าหรือเดือนหน้า ทุกอย่างล้วนเป็น “ความสุขสมอย่างทันด่วน” (instant gratification) ตามยุคสมัยมาม่า-ยำยำ-ไวไว

สำหรับฝั่ง Oxford University Press ก็มี “คำแห่งปี” ของ 2015 เช่นกัน แต่อาจเรียกได้ว่าล้ำหน้ากว่าแหล่งอื่น เพราะใช้ emoji ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Face with Tears of Joy” เป็น “คำแห่งปี” โดยเป็นรูปคนยิ้มและมีน้ำตาเล็ดออกมาจากสองตา อันแสดงถึง การมีความสุขอย่างล้นเหลือ

เหตุผลที่เลือกก็คือ emoji ก็เป็นภาษาในอีกลักษณะหนึ่ง เพียงแต่มิได้เป็นตัวอักษรในรูปแบบธรรมดา การสำรวจพบว่าในปี 2015 emoji ตัวนี้มีผู้ใช้เป็นร้อยละ 20 ของ emojis ที่ใช้กันอยู่ทั้งหมดในอังกฤษ ในขณะที่ตัวเลขเดียวกันในสหรัฐอเมริกาคือร้อยละ 17

emoji เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่มาจาก “e” (picture) + “moji” (character) (เป็นสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า pictograph) โดยเป็นรูปภาพที่แสดงออกถึงอารมณ์ต่าง ๆ emoji บังเอิญคล้ายกับคำว่า emotion จึงจดจำได้ง่ายและใช้คำนี้กันอย่างกว้างขวาง

emoji ชุดแรกสุดมีมาแต่ ค.ศ.1998 สมาชิกคนหนึ่งของทีมที่ทำงานโทรศัพท์มือถือของ NTT ชื่อ Shigetaka Kurita เป็นผู้ริเริ่ม โดยได้ความคิดมาจากคำพยากรณ์อากาศ ซึ่งใช้ภาพเป็นสัญลักษณ์ของสภาพอากาศ และเมื่อ Apple’s iPhone เปิดตัวในปี 2007 และเอา emoji มารวมไว้ จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

emoji อันที่ได้ความนิยมสูงสุดนี้ เป็นตัวแทนของความสุขชนิดน้ำตาเล็ด หรือ “สุขสุดๆ” จึงได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของการสื่อความหมายว่า ตนเองนั้นมีความสุขในระดับใด การส่ง emoji สุดน่ารักนี้มักเป็นปฏิกิริยาตอบกลับคำพูดอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อผู้ส่งส่งข้อความที่ดีจนทำให้ผู้รับพอใจมาก และเมื่อผู้ส่งเห็นว่าผู้รับมีความสุขมาก ตนก็ย่อมพอใจไปด้วย ดังนั้น ทั้งสองจึงมีความสุขจากการใช้ emoji ตัวนี้

“emoji แห่งความสุขจนน้ำตาเล็ด” จึงเป็นสื่อกลางที่ไม่มีใครรังเกียจ และทุกฝ่ายชอบที่จะใช้มันเป็นตัวกลางแห่งการเชื่อมความสุขไปโดยปริยาย

World of the Year สื่อให้เห็นวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลง เหตุที่คำเหล่านี้ไม่เคยซ้ำกันเลยก็เพราะ “การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์”