วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลดความแตกต่าง บทท้าทายอาเซียน

การประชุมสุดยอดผู้นำ สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 (อาเซียน) ที่มาเลเซีย เมื่อวานที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา บรรดาผู้นำอาเซียน 10 ประเทศได้ลงนามปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ ว่าด้วยการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในกระบวนการรวมตัวของอาเซียน และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งความพยายาม ผลักดันวิสัยทัศน์ของอาเซียนให้เป็นความจริง ด้วยการสร้างตลาดเดียวและฐานการผลิตเดียว เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจของภูมิภาคเติบโตและกลายเป็นกลุ่มที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก

แม้อาเซียนพยายามสร้างกลุ่มทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเป็นตลาดที่มีประชากร 625 ล้านคน มีมูลค่ารวมราว 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายของการรวมตัว เพื่อสร้างอิทธิพลด้านการค้าขายและช่วยให้สามารถแข่งขันได้กับเขตเศรษฐกิจอื่น แต่การรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายหรือไม่นั้นยังเป็นประเด็นที่สงสัยว่าประเทศอาเซียนจะทำได้หรือไม่ เพราะประเด็นความร่วมมือและเป็นอันหนึ่งเดียวกันของอาเซียนยังเป็นประเด็นท้าทายอย่างมาก ว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่

ประชาคมอาเซียน ถือว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีความหลากหลายทางการเมือง และสังคมวัฒนธรรมอย่างมาก อีกทั้งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ต่างกันและมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศนอกกลุ่มอาเซียนในระดับต่างๆกัน ดังนั้นจากความหลากหลายนี้เอง หากอาเซียนจะประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ จำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกเองต้องมีความจริงใจต่อกัน ในการพยายามผลักดันให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นต่อการรวมกลุ่มที่แท้จริง

ในปีหน้าถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เมื่อประเทศสมาชิกร่วมกันเปิดตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ซึ่งจะทำให้สินค้า ทุนและแรงงานมีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักมากขึ้นระหว่างประเทศสมาชิก แต่ในทางปฏิบัติถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นอย่างมาก เพราะยังปรากฏว่ามีกำแพงทางการค้าต่างๆมากมายที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ อีกทั้งปัญหาทางการเมืองในบางประเทศอาจเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้การรวมกลุ่มเป็นไปอย่างราบรื่น แม้เออีซีจะไม่ได้นำประเด็นการเมืองการปกครองเข้ามารวมอยู่ด้วย

แน่นอนว่าการรวมกลุ่มกันในครั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เห็นไปในทางเดียวกันว่า ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะบรรลุเป้าหมายเป็นตลาดเดียวกันได้อย่างแท้จริง ซึ่งประเด็นความแตกต่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการกำหนดทิศทางว่าเออีซีจะไปรอดหรือไม่ เพราะหากเกิดการพัฒนาอย่างไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น และประเทศที่ไม่ได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มเท่าที่ควร อาจทำให้การรวมกลุ่มหมดความหมายไปได้ เหมือนกับที่เคยพยายามรวมกลุ่มกันมาแล้วในอดีต

ดังนั้น ปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์จึงไม่มีความหมายมากไปกว่า การแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของอาเซียนนับจากนี้ไป แต่ความสำเร็จในการรวมกลุ่มขึ้นกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ตามมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้นำประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจดีกว่าได้ตระหนักดีอยู่แล้ว และหากผู้นำอาเซียนยังไม่ก้าวพ้นไปกว่าเรื่องผลประโยชน์เฉพาะประเทศตัวเอง โดยไม่สนใจเพื่อนบ้านที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่า การเปิดตัวเออีซีอาจไม่มีความหมายมากไปกว่าการรวมตัวกันอย่างหลวมๆเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะสมาชิกอาเซียนไม่พยายามลดความแตกต่างระหว่างกันและกันลงจนสร้างเป็นกลุ่มที่มีเอกภาพได้