นับวันประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจการเมือง จะเข้ามามีบทบาทต่อความอยู่รอดของไทยมากขึ้น
โดยเฉพาะเป็นปัญหาด้าน global geopolitic หรือภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ทำให้ไทยอาจต้องใช้ฐานะการเป็นประธานกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา G-77 เจรจาเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในอนาคต ดังนั้นการพัฒนาของไทยจำเป็นต้องพึ่งพิงการเติบโตจากภายในประเทศ ซึ่งดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลได้ชูหัวขบวนนำใน 6 ยุทธศาสตร์คือ หนึ่งเน้นการพัฒนาคน ลดความเหลื่อมล้ำ สองเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน สามปฏิรูประบบกการเงิน สี่ขจัดปัญหาคอร์รัปชัน ห้าสร้างความมั่นคง และหกสังคายนาและปฏิรูปกฎหมาย โดยนับจากนี้ไปแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของไทยจะมัวห่วงแต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รายไตรมาสเติบโตในอัตราเท่าไหร่ไม่ได้แล้ว ต้องมองว่าจะเดินไปข้างหน้าทางไหน ซึ่งต้องมีการปฏิรูปประเทศ เพราะถ้าไม่ทำการปฏิรูปก็จะถอยหลัง ที่สำคัญคือต้องรักษาสมดุลการเติบโตจากปัจจัยในประเทศ รวมทั้งกำหนดแนวทางสมดุลในการคบค้ากับจีน ญี่ปุ่น สหรัฐ โดยเฉพาะโจทย์ที่ต้องคิดว่าจะเข้าร่วมการเป็นหุ้นส่วนการค้าเสรีในกรอบของ Trans-Pacific Partnership หรือ TPP เป็นอย่างไร
แต่ไทยยังมีปัญหาด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยประเทศอยู่ในภาวะขาดแคลนการลงทุนจากที่เคยมีสัดส่วนสูง 40% ช่วงก่อนปี 1997 หลังจากนั้นกลับมีการลงทุนลดน้อยลงเหลือเพียง 25% ของจีดีพี นอกจากนี้รัฐบาลซึ่งมีบทบาทสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจ จนถึงวันนี้การลงทุนของรัฐบาลเหลือแค่ 4.7% จากที่เคยมีสัดส่วน 10% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่พึ่งพาการส่งออกสูงมากถึง 70% แต่มีการลงทุนน้อยเกินไป ทำให้เกิดปัญหาไม่สมดุลในภาคการผลิต โดยที่ภาคเกษตรมีสัดส่วนต่อจีดีพีที่ 7% เท่านั้น แต่มีคนในภาคเกษตรถึง 35% ของกำลังแงงานทั้งหมด ส่วนอุตสาหกรรมทำผลผลิตได้ 30% แต่มีภาวะขาดแคลนแรงงานโดยมีสัดส่วนแรงงานไม่ถึง 20% และภาคบริการที่สร้างผลผลิตได้ 60% กลับมีจำนวนแรงงานที่ 40-50% ฉะนั้น ต้องปรับสมดุลโดยเฉพาะการปรับระบบการศึกษาให้สามารถผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ปัญหาสำคัญอีกอย่างคือการขาดความสมดุลเติบโตระหว่างชุมชุนเมืองกับชนบท เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจมีการเติบโตมากในเขตกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของจีดีพี แต่คนที่อยู่ในกรุงเทพฯกลับมีเพียงสิบกว่าเปอร์เซนต์ของประขากร 67 ล้านคน แปลว่าเกิดภาวะโตกระจุก จนกระจาย นั่นเอง
โดยนักวิชาการของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่สมดุล เพาะมีการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก โดยนับตั้งแต่หลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมาไทยครองอันดับ 1-5 แซงหน้าทั้งจีนและเกาหลีใต้ ส่วนภาคบริการที่เคยมีสัดส่วนต่อจีดีพีราวครึ่งหนึ่ง ในขณะนี้กลับมีสัดส่วนลดลงเรื่อยๆ จึงถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งปรับปรุง จึงถึงเวลาที่ต้องจัดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อภาคบริการมากขึ้น โดยหากมองในแง่นโยบายต่างๆที่ประกาศออกมา ก็ถือว่ามาถูกทาง แต่ในบริบทใหม่ของเศรษฐกิจเป็นบริบทที่อยู่ในเหวและจะก้าวขึ้นไปได้อย่างไร ซึ่งนโยบายที่ออกมาชัดเจนและช่วยสร้างความเชื่อมั่นระดับหนึ่ง แต่มีข้อน่าสังเกตว่านโยบายช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีผ่านกองทุนหมู่บ้าน แม้จะเริ่มมองเห็นความเชื่อมั่นว่าไตรมาส 3 ดีขึ้นจากไตรมาส 2 ก็ต้องประหลาดใจเพราะรายได้ที่ลดลงในภาคเกษตรซึ่งมาจากปัญหาเรื่องหนี้ของไทยที่เติบโตมากที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ฉะนั้นหากแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ก็จะเป็นเรื่องยากลำบาก
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัญหานโยบายในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อรัฐบาลต้องเข้ามาบริหารเรื่องลงทุน ย่อมต้องมีความชัดเจนในทางปฏิบัติให้มากขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ เป็นการทำให้เกิดโครงสร้างที่ดี ซึ่งภาคเอกชนอย่าหวังผลเลิศมากเกินไป เพราะต้องมองบริบทที่เปลี่ยนไปทั้งจากภาคการเงินที่ผันผวนเนื่องจากเงินทุนที่ไหลออกของประเทศเพื่อนบ้าน ค่าเงินอ่อนตัวลงท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยที่กำลังปรับตัวขึ้น สำหรับไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ทำให้มีทุนสำรองมากพอที่จะไม่ต้องกังวล แต่ก็ช่วยบรรเทาข้อกังวลระยะสั้น ขณะที่ในเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย โดยกลุ่มหนึ่งนำโดยสหรัฐที่หนุนเขตการค้าเสรีทีพีพี กับอีกกลุ่มที่หนุนให้ร่วมมือใกล้ชิดกับจีน รวมถึงการเคลียร์ปมขัดแย้งที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ที่สำคัญในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคปิดฉากลง กับการประขุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กำลังดำเนินอยู่ กลับมีเรื่องเรียกร้องให้ร่วมมือกันต่อต้านภัยก่อการร้าย หลังเหตุโจมตีใจกลางกรุงปารีส กับเหตุรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วโลกกำลังทวีแรงกดดันคุกคามสันติภาพ และทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น






