วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อันเนื่องมาจากเรื่องโครงการที่บ้านนา

ก่อนอื่น ขออนุญาตนำสามย่อหน้าสุดท้ายของบทความเรื่อง “รายงานสั้น ๆ จากบ้านนา” ที่ผมเขียนลง

ผู้จัดการออนไลน์เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย.มาเสนอซ้ำดังนี้

“เนื่องจากปีนี้เป็นโอกาสครบรอบ 10 ปี ของโครงการ ในวันที่ 21 พ.ย.นี้ จะมีการประชุมประเมินผลของโครงการระหว่างโรงเรียนในเครือข่าย กรรมการโรงเรียน สมาชิกในชุมชน มูลนิธินักอ่านบ้านนา และกัลยาณมิตร เป้าหมายสุดท้ายของการประเมินได้แก่ การขอมติจากที่ประชุมว่า จะดำเนินโครงการต่อไปหรือไม่ ถ้าจะดำเนินต่อไป จะทำในรูปแบบไหน อย่างไร หากที่ประชุมลงมติยุติโครงการ มูลนิธินักอ่านบ้านนาจะสิ้นสุดลง และทรัพย์สินของมูลนิธิฯ ทั้งหมดจะถูกโอนไปเป็นของมูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” ตามข้อบังคับของมูลนิธินักอ่านบ้านนา

“ในช่วงเวลา 10 ปี ที่โครงการนี้เข้าไปสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนในอำเภอบ้านนา เกิดความประทับใจว่า เยาวชนได้ประโยชน์จากโครงการอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เกิดความประทับใจในทางลบด้วยว่า ฝ่ายโรงเรียนและชุมชนยกเว้นบุคคลเป็นบางคนยังไม่พร้อมที่จะทำอะไรให้แตกต่างไปจากแนวเดิมๆ อีกทั้งยังไม่เข้ามาแสดงความ “เป็นเจ้าของ” ของโครงการตามอุดมการณ์ที่ผู้สนับสนุนหวังไว้ ประสบการณ์ในการพัฒนาบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่า การพัฒนาจะสำเร็จไม่ได้ หากสมาชิกในชุมชนไม่พร้อมที่จะทำอะไรให้แตกต่างไปจากเดิม พร้อมกับเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ซ้ำร้ายยังมีผู้ต้องการใช้โครงการพัฒนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตนอีกด้วย

“จากการซาวเสียงเบื้องต้น ณ วันนี้ ผู้สนับสนุนโครงการส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนโครงการให้ดำเนินต่อไป อย่างไรก็ดี หากฝ่ายโรงเรียนและชุมชนยังไม่มีความสนใจที่เปลี่ยนแปลง และเข้ามาเป็นเจ้าของการพัฒนาการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาในวงกว้างอย่างจริงจัง อีกไม่นานโครงการที่ไม่ต้องใช้เงินภาษี แต่มีผลดีต่อการช่วยพัฒนาเยาวชนและสังคมในวงกว้างออกไป ก็จำเป็นที่จะต้องยุติลง ด้วยความประทับใจที่ไม่น่ายินดีนัก โครงการเล็กๆ แบบนี้เป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า การพัฒนาเมืองไทยอันเป็นชุมชนหนึ่งซึ่งใหญ่กว่าอำเภอบ้านนา น่าจะเดินหน้าไปทางไหน”

โครงการดังกล่าวมีที่มาจากการปรึกษาหารือกัน ของอดีตชาวอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ซึ่งอพยพไปทำมาหากินในท้องถิ่นอื่นที่ได้ข้อสรุปว่า พวกตนควรตอบแทนคุณของถิ่นฐานบ้านเกิด ด้วยการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะมีผลดีต่อการพัฒนาเยาวชน อันจะส่งผลต่อไปให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นและการพัฒนาประเทศ การปรึกษาหารือกันนำไปสู่ฉันทามติว่า การสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนในอำเภอบ้านนา ผ่านการส่งเสริมการอ่านจะเป็นการเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด ฉันทามตินั้นนำไปสู่การประกวดการอ่านของนักเรียนชั้นประถม ของรัฐบาลในอำเภอบ้านนา ในปีการศึกษา 2549 อีกสองปีต่อมา มูลนิธินักอ่านบ้านนาและกัลยาณมิตรได้เข้ามาสนับสนุนโครงการ (เว็บไซต์ของมูลนิธิฯ มีข้อมูลที่ผู้สนใจอาจเข้าไปอ่าน หรือดาวน์โหลดได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ www.bannareader.com)

หลังจากการประกวดการอ่านผ่านไป 8 ปี โครงการได้ขยายออกไปในสองด้านหลักๆ ด้วยกัน นั่นคือ การทำนำร่องการประกวดการเขียนของนักเรียน และการเข้าไปช่วยโรงเรียนพัฒนาเชิงลึก หลังจากทำนำร่องมาสองปี การประชุมในวันที่ 21 พ.ย.นี้ จะประเมินว่าจะดำเนินการประกวดการเขียนต่อไปหรือไม่

ในด้านการพัฒนาเชิงลึก โครงการได้แสวงหาเครือข่ายให้เข้าไปช่วยพัฒนาโรงเรียน เริ่มด้วยการช่วยพัฒนาโรงเรียนวัดแหลมไม้ย้อยในด้านต่างๆ รวมทั้งการซ่อมแซมและการทาสีอาคาร การสร้างห้องส้วมแบบชักโครก การปรับปรุงห้องสมุด การเปลี่ยนเครื่องกรองน้ำให้เป็นแบบทันสมัย การปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าราว 2 ไร่ หลังอาคารเรียน ให้เป็นสวนครัวอินทรีย์ การปลูกต้นไม้ การติดตั้งเครื่องออกกำลังกาย และการเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน นอกจากนั้น ยังมีการรื้อฟื้นการขี่จักรยานล้อเดียวซึ่งหลุดหายไปจากกิจกรรมของนักเรียนในอำเภอบ้านนา เมื่อโรงเรียนแห่งหนึ่งถูกยุบ และการนำการแข่งขันการเล่นลูกรูบิคเข้าไปในโรงเรียน กิจกรรมทั้งสองนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และโรงเรียนชั้นประถมของรัฐบาลในอำเภอบ้านนา ได้รวมการแข่งขันเล่นลูกรูบิคเข้าเป็นหนึ่งในกีฬาประจำอำเภอแล้ว

เกือบ 20 ปี ที่ผมเข้าไปคลุกคลีกับวงการศึกษาและการพัฒนา รวมทั้งกับโครงการนี้ ผมมีความประทับใจหลายอย่างดังที่อ้างถึง ผมเกิดความหดหู่เมื่อเห็นครูและผู้บริหารการศึกษา แสดงพฤติกรรมจำพวก “ฉันจะได้อะไรไหม” หากจะทำอะไรที่ต่างไปจากแนวเช้าชามเย็นชาม แทนที่จะถามว่าเด็กจะได้อะไร ด้วยเหตุนี้จึงแทบจะไม่มีครูและผู้บริหารสถานศึกษา เข้ามาร่วมแสดงความเป็นเจ้าของโครงการ ผู้อยู่ในระบบราชการดูจะนึกถึงเนื้อหาน้อยกว่าพิธีกรรม จำพวกขึ้นป้ายถ่ายรูป งานประกวดการอ่านเชิญผู้อำนวยการเขตการศึกษาให้มาเปิดงานสองครั้ง

ทั้งสองครั้ง ผู้อำนวยการมาสายจนทำให้งานรวนหมด รวมทั้งการผิดกำหนดเวลาที่จะมารับหนังสือมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท ที่กัลยาณมิตรของมูลนิธินักอ่านบ้านนา นำไปมอบให้โรงเรียนในโครงการ เมื่อผู้ใหญ่ในวงการศึกษาทำตัวอย่างแบบนี้ให้เด็กเห็นเป็นประจำ คิดหรือว่าเด็กจะไม่ทำตามเมื่อโตขึ้น? หากผู้ใหญ่ยังไม่ปฏิรูปตนเอง จะทุ่มงบประมาณลงไปอีกเท่าไรและเขียนคำขวัญอันสวยหรูอย่างไร การศึกษาของไทยจะไม่มีวันหนีพ้นก้นเหว

งานประกวดนักอ่านบ้านนามักทับกับงานทอดกฐิน เราจึงเห็นความแตกต่างอย่างแจ้งชัดว่า คนไทยคิดอย่างไร ระหว่างการทำบุญกับการสนับสนุนการศึกษา ปัจจัยที่ไหลเข้าโรงเรียนกับปัจจัยที่ไหลเข้าวัด คงเป็นสัดส่วนจำพวกหนึ่งต่อล้าน คำขวัญอันแสนหรูเรื่องการบูรณาการระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน (บวร) จึงเป็นเพียงการหลอกตัวเองอีกอย่างหนึ่งของเราเท่านั้น จะหลอกตัวเองได้อีกนานเท่าไร ใครรู้บ้าง?