ความจริง ความยากของการร่างรัฐธรรมนูญ อาจไม่ได้อยู่ที่ทำอย่างไร
จะให้เป็น “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์(แบบไทย)” อย่างที่ต้องการ หากแต่อาจอยู่ที่คนไทยสองฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ว่าการเมืองที่ผ่านมา “มีปัญหา”
แม้ว่าที่ผ่านมา ปัญหาการเมือง ก็เป็นที่รับรู้กันว่า อยู่ใน “วังวน” ของการแก่งแย่งเพื่อที่จะเข้าไปมีอำนาจ และผูกขาดอำนาจ เพื่อที่จะเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด หนักเข้าก็เน้นหล่อเลี้ยงบริวารว่านเครือให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดเท่านั้น ไม่ได้มีมติที่จะพัฒนาประชาธิปไตย หรือสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
คงไม่ต้องสาธยายลงรายละเอียด เพราะหลายปีที่ผ่านมา มีคนเอาข้อเท็จจริงทางการเมืองมาตีแผ่ให้สังคมรับรู้มากมายสุดจะเบื่อ
ดังนั้น ก็นับว่าน่าสนใจ แนวทางการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่มีมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน โดยพยายามเสนอประเด็นที่ต้องการร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้ทุกฝ่ายได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ และท้วงติง ก่อนนำกลับไปทบทวน
โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง “นายกรัฐมนตรี” อันเป็นหัวใจสำคัญของระบบรัฐสภาถึงตอนนี้รูปแบบโดยสรุป ก็อย่างที่คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)ชี้ให้เห็นว่า ผลลัพธ์ของสูตรฉบับ “มีชัย” คือ“1กา3ได้” โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาบัตรเลือก ส.ส.เขตแบบเขตละคนใบเดียวครั้งเดียว ได้3ตำแหน่ง คือ1.ได้ส.ส.ในเขตนั้นที่ได้คะแนนนิยมสูงสุด2.ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจากคะแนนนิยมทุกคะแนนที่ลงให้ผู้สมัครทุกคนจากทุกพรรคไปคิดคำนวณอีกที3.ได้นายกรัฐมนตรี
แต่ที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้คือ การเสนอให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อ“นายกรัฐมนตรี” ไม่น้อยกว่า5ชื่อ ให้ประชาชนรู้ล่วงหน้า โดยไม่จำเป็นว่าเป็นส.ส.หรือไม่ เรื่องนี้ ทำให้พรรคการเมืองและหลายฝ่าย ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการ “ปูทาง” ให้“นายกฯคนนอก” หรือ“บิ๊กทหาร” เข้ามาสือทอดอำนาจ จน “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องออกมาบอกว่า“อย่าระแวงผม หรือใคร”
แต่ถามว่า เป็นการปูทางให้มี “นายกฯคนนอก” สืบทอดอำนาจหรือไม่ สำหรับ “มีชัย” แล้ว เห็นว่า “กรธ.” ต้องการเพียงให้พรรคการเมืองประกาศชื่อคนจะมาเป็นนายกฯก่อนเท่านั้น การเสนอรายชื่อนายกฯจึงขึ้นอยู่กับมติของพรรคที่จะเป็นผู้กำหนดด่านแรก และด่านที่สองคือ ส.ส.ทั้งหมดในสภาจะเป็นคนลงมติเลือก หากพรรคการเมืองไม่ชอบคนนอกแล้วจะมีเหตุอะไรที่พรรคจะเสนอชื่อคนนอก ไม่ชอบคนนอกก็ไม่ต้องเสนอ หากพรรคไหนเสนอชื่อคนนอก ส.ส.ในสภาที่มีอำนาจลงมติก็ไม่ต้องไปเอา ถ้า ส.ส. 500 คน ไว้ใจไม่ได้ แล้วเราจะพึ่งใครได้
มาถึงตรงนี้ ทำให้คิดถึงประเด็นที่จาตุรนต์ ฉายแสงแกนนำพรรคเพื่อไทย ดักคอเอาไว้ได้เหมือนกันว่า อาจเป็นการสร้างกลไกปูทางให้คนนอกเป็นนายกฯ หรือไม่โดยอาจฝากชื่อกับพรรคบางพรรค เป็นวิธีการกินทีละคำ คือ ให้เกิดเงื่อนไขให้ได้นายกฯคนนอกก่อน แล้วสร้างสภาพแวดล้อม ซึ่งต้องยอมรับว่าท่านมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นจอมยุทธ์ในทางเทคนิคกฎหมาย วางแผนสร้างเงื่อนไขอย่างแนบเนียน จนในที่สุดเกิดสภาพการณ์มีนายกฯคนนอกและมีการครอบงำจากอำนาจนอกระบบ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ถ้ามองอย่างลึกซึ้งเรื่องนี้ก็มีเหตุผล เพราะพรรคการเมืองและส.ส. ก็ใช่ว่าจะมีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่งทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ถ้าว่ากันตามสูตรนี้อย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ก็ไม่แน่เหมือนกัน เราอาจได้เห็นพรรคการเมืองทำงานหนักมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะต้องทำให้อยากมีคนมาสมัครนายกฯ ต้องมีการสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุดในแต่ละเขตแข่งกัน การให้ความสำคัญกับนโยบายหาเสียง และการให้ค่ากับทุกสนามเลือกตั้ง สุดท้ายประโยชน์สูงสุดอยู่ที่ “ประชาชน”
แต่เชื่อเถอะ สูตรนี้นักเลือกตั้งก็ไม่ชอบ เพราะถ้าชอบ การเมืองดีขึ้นนานแล้ว ลองพิจารณาดูให้ถี่ถ้วน เจตนารมณ์ไม่ว่า สูตรไหน ก็ต้องการสร้างกติกา เพื่อประโยชน์สูงสุดตกอยู่ที่ประชาชนมากที่สุดทั้งนั้น แต่นักเลือกตั้งไม่ทำเท่านั้นเอง






