ญี่ปุ่นประกาศตัวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า จะเป็น HydrogenSocietyซึ่งหมายถึง การใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานพื้นฐาน
เพราะเป็นพลังงานทดแทนได้และสะอาด อีกทั้งก่อให้เกิดผลกระทบน้อยมากต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจากการใช้รถยนต์ หรือการดำรงชีวิตประจำวัน
เราได้ยินคำว่า Hydro Society หรือสังคมพลังน้ำของไทยมานาน เราอาศัยน้ำในการเพาะปลูกและดำรงชีวิต ตลอดจนใช้คลองและแม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจร การอยู่กับน้ำเป็นวัฒนธรรมของไทยมายาวนาน ปัจจุบันเราได้ยินคำว่า Hydrogen Society ซึ่งตีฆ้องร้องป่าวโดยญี่ปุ่นในปัจจุบัน
มีการพูดถึง Hydrogen Economy ในทศวรรษ 1970 โดยผู้ประดิษฐ์คำนี้คือ John Bockris ศาสตราจารย์ด้าน Electrochemistry ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1923-2013) และสานต่อโดยนักคิดจาก University of Michigan เพื่อหลีกหนีผลเสียจากการใช้ hydrocarbon fuels (เช่น พลังงานจากก๊าซ ถ่านหิน และน้ำมัน) เพราะการเผาไหม้ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด climate change
ไอเดียของการใช้ไฮโดรเจนมาจากการเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด เพราะเมื่อเผาไหม้แล้วไม่เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งมีปริมาณไม่จำกัดเพราะเป็นองค์ประกอบของน้ำ
ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกับภาคธุรกิจญี่ปุ่น ร่วมกันผลักดันให้รถยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานออกสู่ตลาด ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสัน ต่างกำลังเร่งการผลิตเป็นการใหญ่ รถยนต์รุ่น Mirai ของโตโยต้าซึ่งใช้พลังงานไฮไดรเจนออกสู่ตลาดเมื่อปลายปี 2014 และเชื่อว่าจะทยอยออกตามมาอีกหลายรุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ทุกคัน อาจถึง 500,000-600,000 บาทต่อคัน
ญี่ปุ่นตั้งเป้าว่าจะใช้ Tokyo Olympics 2028 เป็นตัวเปิดการเป็น Hydrogen Society รถโดยสารที่ขนนักกีฬา และใช้ในการจัดการจะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยโฮไดรเจนทั้งหมด ขณะนี้กำลังวางแผนสร้างเครือข่ายสถานีเติมไฮโดรเจนทั่วประเทศ ให้มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 35 แห่ง ก่อนปี 2020
นอกจากนี้ ยังมีแผนจะใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าที่มาจากไฮโดรเจน เป็นแหล่งพลังงานของที่อยู่อาศัยอีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ ญี่ปุ่นทุ่มเต็มที่กับการใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงาน อย่างไรก็ดี ความฝันของญี่ปุ่นในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย มีผู้วิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในโลกตะวันตกเป็นจำนวนมาก
ปัญหาแรกของการใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานก็คือ ราคาของการผลิตไฮโดรเจนซึ่งยังสูงมาก สำหรับญี่ปุ่นเองอาจต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เพียงรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนในเวลาหนึ่งปี โดยเฉลี่ยใช้ไฮโดรเจนประมาณ 1,000 คิวบิกเมตรต่อปี การผลิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันประมาณ 300 ล้านคิวบิกเมตร จึงไม่เพียงพอหากมีการใช้รถยนต์และในการดำรงชีวิตกันมากขึ้น
ปัญหาที่สอง คือ ความปลอดภัย ไฮโดรเจนที่ไม่บริสุทธิ์สามารถติดไฟและระเบิดได้ บริษัทผลิตรถยนต์และผลิตไฮโดรเจนต่างยืนยันว่า ได้ป้องกันไว้อย่างดีแล้วและปลอดภัยอย่างไว้ใจได้ (โรงงานนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะก็เคยพูดอย่างเดียวกัน) ดังนั้น ความเชื่อมั่นของผู้ใช้ในเรื่องความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ปัญหาที่สาม ถึงแม้การใช้ไฮโดรเจนจะสะอาด แต่การได้มาซึ่งไฮโดรเจนก็ต้องใช้พลังงาน ซึ่งอาจมาจากการเผาไหม้ถ่านหินหรือก๊าซ โดยแยกไฮโดรเจนจากน้ำ(H2O)หากจะให้สะอาดจริงก็ต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ฯลฯ ดังนั้น พลังงานไฮโดรเจนจึงมิได้สะอาดบริสุทธ์ หรือ “เขียวอื๋อ” เสมอไป
ปัญหาที่สี่ ราคารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน (ออกซิเจนกับไฮโดรเจนหากอยู่ใกล้กันโดยมีแผ่นกั้น จะทำปฏิกิริยาเคมีเกิดความร้อนขึ้น และสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า) ยังมีราคาสูงมาก รถยนต์ Mirai มีราคาสูงกว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเกือบเท่าตัว
ไม่ว่าจะมีคนวิจารณ์เรื่องการใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานอย่างไร ญี่ปุ่นก็เดินหน้าทั้งๆ ที่รู้ว่าแคนาดาก็เคยพยายามทำสิ่งเดียวกันในปี 2010 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น ผลิตรถโดยสารพลังงานไฮโดรเจน แต่ก็ไม่ไปไหน เนื่องจากต้นทุนในการดำเนินงานสูง
สหรัฐอเมริกาเอง ก็เคยพยายามใช้พลังงานไฮโดรเจน แต่ก็ดูแผ่วไป เนื่องจากการเกิดขึ้นของรถพลังไฟฟ้า รถไฮบริด (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน) แบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ทรงพลังและมีราคาถูกลงฯลฯ
ญี่ปุ่นประกาศผลักดันการเป็น Hydrogen Society ท่ามกลางคำวิจารณ์ (ความหวาดหวั่นว่าญี่ปุ่นจะทำสำเร็จ?) ของประเทศตะวันตกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งโง่เขลา ฯลฯ ญี่ปุ่นอาจต้องเลือกทางเดินนี้ เพราะความจำเป็นในเรื่องการลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ซึ่งเคยก่อปัญหา และความต้องการสร้าง ‘อัตลักษณ์’ ใหม่ของการเป็นสังคมที่เขียวอย่างแท้จริง
ภาคธุรกิจและภาครัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำวิจัยเรื่องพลังงานไฮโดรเจนมายาวนาน เป็นไปได้หรือไม่ว่า ญี่ปุ่นอาจค้นพบอะไรที่ลึกซึ้งกว่าที่ผู้คนรู้และเข้าใจกันอยู่ในขณะนี้ จึงกล้าที่จะเดินหน้าประกาศเป็น Hydrogen Society
การมีผู้กล้าหาญออกมาบุกเบิกการใช้ไฮโดรเจนที่มีอยู่ไม่จำกัดในโลก มาใช้เป็นพลังงานที่สะอาด เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน โลกแห่งการหันไปใช้พลังงานทางเลือกนอกจาก fossil fuels ได้เปิดกว้างขึ้นอีกแล้วเพื่อประโยชน์ของชาวโลก เราควรเชียร์ญี่ปุ่นในเรื่องนี้ เพราะยิ่งมีทางเลือกมากเท่าใด ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากเพียงนั้น
การเข้าใจว่าไม่มีหงส์ดำในโลกมาแต่ดึกดำบรรพ์ จนกระทั่งพบใน ค.ศ.1697 พิสูจน์ให้เห็นว่าการยังไม่เคยเห็นหงส์ดำ มิได้หมายความว่าไม่มีหงส์ดำในโลก ความเป็นไปได้ของ Hydrogen Society ของชาวโลกอาจรออยู่ข้างหน้าก็เป็นได้






