ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจากเหตุร้ายอีกต่อไป
“นี่เป็นสงครามที่กระทำโดยกองทัพก่อการร้าย”
“It is an act of war that was committed by a terrorist army.”
นี่คือคำประกาศของประธานาธิบดีฝรั่งเศสฟรังซัวส์ ออลองด์ หลังเหตุการณ์คืนวันศุกร์ที่ 13 (เวลากรุงปารีส) ที่ผู้นำฝรั่งเศสกล่าวหาว่าเป็นผลงานของกลุ่ม ISIS ก่อนหน้าที่กลุ่มปฏิบัติการที่เชื่อในความรุนแรงนี้ จะออกมาประกาศแสดงความรับผิดชอบต่อกรณี “สังหารหมู่โหด” ที่มียอดคนตายล่าสุดใกล้ 130 คนและบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 300 คน
คำถามสำคัญที่สุดคือมีเบาะแสอะไรก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้หรือไม่?
คำตอบก็คือฝ่ายข่าวกรองรัฐบาลฝรั่งเศสและพันธมิตรตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรืออังกฤษ ต่างก็มีการตระเตรียมแผนตั้งรับ การก่อเหตุร้ายในประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรปมาระยะหนึ่งแล้ว ความจริงฝ่ายข่าวกรองของโลกตะวันตก ได้เตรียมตั้งรับรูปแบบการโจมตีที่น่ากลัวอย่างนี้มาก่อนด้วยซ้ำ
เชื่อไหมว่าภาพเลวร้ายที่สุดของการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย ที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายได้นำเสนอก่อนหน้านี้ ก็คือภาพที่เกิดขึ้นจริงในกรุงปารีสเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมานั่นแหละ
นั่นคือการที่กลุ่มก่อการร้ายแฝงตัวเข้ามาโดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยหลาย ๆ กลุ่ม แยกกันปฏิบัติการตามแผนที่จะโจมตีด้วยอาวุธประจำตัวร้ายแรงด้วยมือสังหารมือพลีชีพที่พร้อมจะตาย เพื่อสร้างความเสียหายให้มากที่สุดต่อเป้าหมายที่จะสร้างความตื่นตระหนกที่สุด
เป้าหมายของเหตุการณ์ 9/11 ที่นิวยอร์ก สหรัฐ คือ “สัญลักษณ์ของมหาอำนาจ” ของอเมริกานั่นคือตึกแฝด World Trade Center ของเมืองศูนย์กลางธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกตะวันตก
เป้าหมายที่ปารีสครั้งนี้ไม่ใช่สัญลักษณ์ของอำนาจ หากแต่เป็น soft targets หรือ “เป้านิ่ม” อันหมายถึงการมุ่งไปที่ชุมนุมชนที่มีความคึกคัก เป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตตะวันตกที่กลุ่มก่อการร้าย เห็นว่าต้องทำลายล้างให้เกิดอาการช็อกมากที่สุด เพื่อตอกย้ำถึงเป้าหมายของกลุ่มนี้
ดังนั้น เป้าการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในฝรั่งเศส ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ 70 ปีก่อนจึงเป็นโรงคอนเสิร์ทที่มีคนมารวมตัวกันหนาแน่นที่สุด และสนามกีฬาฯที่มีการแข่งขันมิตรภาพระหว่างเจ้าภาพฝรั่งเศสกับเยอรมัน (ที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสไปร่วมดูด้วย)
สองจุดนี้ยังไม่พอ ผู้ก่อเหตุร้ายต้องการสั่นคลอนความมั่นใจของสังคมฝรั่งเศส ด้วยการเลือกคืนวันศุกร์อันเป็นวันที่ผู้คนออกมาเที่ยว กินข้าว พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเป็นวันปฏิบัติการในร้านอาหารที่พลุกพล่านด้วยผู้คนอีก 4 แห่งเป็นอย่างน้อย
การวางแผนที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนนี้ต้องเป็นงานของ “มืออาชีพ” ที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในสภาพภูมิศาสตร์และสังคมของปารีสพอสมควร
ยิ่งไปกว่านั้นการนำแผนนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันใน 6-7 จุด ณ เมืองที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างเข้มข้น (โดยเฉพาะหลังจากไอซิสโจมตีสำนักพิมพ์ชาลี ฮับโดและซุปเปอร์มาร์เก็ตชาวยิวเมื่อเพียง 10 เดือนก่อนหน้านี้) ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือจะมอบหมายให้มือใหม่เป็นผู้สั่งการให้เกิดขึ้นอย่างถูกต้องแม่นยำได้
รัฐบาลฝรั่งเศสตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะถูกโจมตี เพราะได้ส่งทหารและเครื่องบินเข้าถล่มเป้าหมายของไอซิสในซีเรีย และประเทศใกล้เคียงอีกทั้งเพิ่งผ่านกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ดักฟังโทรศัพท์และการติดต่อของผู้ต้องสงสัยว่าจะก่อเหตุร้าย
แม้กระนั้นก็ยังไม่อาจจะสะกัดการโจมตีคืนวันศุกร์ได้ สะท้อนว่านักวางแผนฝ่ายก่อเหตุร้าย สามารถเจาะข้อมูลเบื้องลึกของฝ่ายความมั่นคงฝรั่งเศส และใช้แผน “ดาวหลายแฉก” ในการโจมตีพร้อม ๆ กันเพื่อสร้างความอกสั่นขวัญแขวน และทำให้หน่วยตำรวจและทหารของฝรั่งเศสต้องกระจายกำลังไปหลายจุดในเวลาเดียวกัน
หน่วยปราบปรามที่เป็นทั้งตำรวจและทหารของรัฐบาลฝรั่งเศสมีหลายพันคน แต่ฝ่ายก่อการร้ายแยกตัวกันมาสามสาย มีอาวุธครบมือพร้อมระเบิดรอบกายเพื่อก่อเหตุ “ระเบิดพลีชีพ” ณ จุดโจมตีทั้ง 7 จุดมีไม่ถึง 10 คน
ฝ่ายความมั่นคงฝรั่งเศสกับกลุ่มก่อการร้ายต่างก็วาดแผน worst-case scenario ที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก นั่นคือการโจมตีหลายจุดพร้อม ๆ กันกลางเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน ณ จังหวะที่ไม่มีใครระแวงสงสัยว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายได้ขนาดนี้
แต่ฝ่ายก่อเหตุเป็นผู้กำหนดเวลา สถานที่และอาวุธที่จะใช้ ขณะที่ฝ่ายตำรวจย่อมเสียเปรียบเพราะเป็นผู้ตั้งรับ ไม่อาจจะล่วงรู้แผนปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามได้
และนี่คือ “สงคราม” ระดับโลกครั้งใหม่ที่ไร้กติกา อันเกิดจากความเคียดแค้นและช่องว่างของความคิด เศรษฐกิจ สังคมและความเชื่อ
ตราบที่ยังไม่แก้ที่สาเหตุที่แท้จริง ตราบนั้นก็ไม่มีที่ไหนในโลกที่ปลอดภัย แม้สำหรับคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ เลย
ทำไมเอเซียและบ้านเราจะต้องเตรียมการ “ระวังภัย” ของ “การก่อการร้ายสากล” ที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้จะเป็นหัวข้อของคอลัมน์นี้ในวันต่อ ๆ ไป






