วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความผันผวนของตลาดเงินตราต่างประเทศ

ค่าเงินตราต่างประเทศสกุลหลักต่างๆ ของโลกที่เคยมีเสถียรภาพตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ได้เริ่มออกอาการผันผวนตั้งแต่เมื่อต้นปีนี้ โดยค่าเงินสวิสฟรังก์ได้ปรับค่าเพิ่มขึ้น 30% เมื่อยกเลิกการใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวที่ผูกกับค่าเงินยูโร ในขณะที่ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียได้ล่วงลง 40% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินของดอลลาร์ออสเตรเลียและแคนาดาก็พากันปรับลดลงไปที่จุดต่ำสุดในรอบหกปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคมของปีนี้ จีนก็ได้ประกาศลดค่าเงินหยวนลง 4.6 % เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เหตุการณ์เหล่านี้นอกจากจะทำให้นายหน้าตัวแทนซื้อขายเงินตราต่างประเทศรายใหญ่จำนวนไม่น้อยต้องขาดทุนแล้ว ยังอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่มีผลทางลบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกได้

สาเหตุหลักของความผันผวนในตลาดเงินตราต่างประเทศมีด้วยกันอย่างน้อยสามประการคือ ประการแรกมีสาเหตุมาจากการตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ในตลาดโลกเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งรวมถึงผลทางอ้อมจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงด้วย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงนี้ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ จนบางประเทศต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้ผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในประเทศถูกปรับลดลงด้วยจนนักลงทุนต่างชาติพากันเทขายเพื่อนำเงินออกไปลงทุนที่อื่น ส่งผลให้ค่าของเงินตราในประเทศนั้นปรับค่าลดลง

ตัวอย่างเช่น รัสเซีย แคนาดา และออสเตรเลีย เป็นต้น สาเหตุประการที่สองมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐได้หยุดใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Quantitative Easing หรือ QE) และส่งสัญญาณว่ามีโอกาสที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยทางการ (Fed Funds Rate) ให้สูงขึ้น แต่ทว่าธนาคารกลางของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปกลับยังคงจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (QE) ต่อไป การดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันนี้มีผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับเงินเยน และเงินยูโรได้ปรับตัวสูงขึ้น

สาเหตุประการที่สาม เกิดจากการหดตัวของภาคส่งออกของจีนอันเป็นผลมาจากการหดตัวของอุปสงค์โลกโดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป ทำให้จีนมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง แม้จีนจะได้ประกาศลดค่าเงินไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ล่าสุดก็พบว่าตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลผลิตโรงงานอุตสาหกรรมในจีนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ก็ยังมีค่าต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ในขณะที่อัตราการขยายตัวของการลงทุนก็มีค่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 จึงมีนัยว่ารัฐบาลจีนอาจต้องใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจต่อไป และจะมีผลทำให้ค่าเงินหยวนของจีนยิ่งปรับตัวลดลงไปอีก ในขณะที่ปัจจัยที่จะทำให้ค่าเงินหยวนปรับตัวสูงขึ้นได้นั้น ก็คือกรณีที่นักค้าเงินทั่วโลกจะซื้อเงินหยวนไว้ก่อนหน้าที่เงินหยวนจะได้รับการตอบรับเข้าไปอยู่ในตะกร้าเงินสำรองระหว่างประเทศของโลก (Special Drawing Rights หรือ SDR) เพราะจะทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพราะมีสถานะความเป็นสากลมากขึ้น แต่ปรากฎว่าทาง IMF ได้ประกาศเลื่อนกำหนดการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปเป็นในราวเดือนตุลาคมปีหน้าแล้ว จึงคาดว่าประเด็นนี้จะยังไม่มีผลกระทบต่อค่าเงินหยวนมากนักในตอนนี้

จากเหตุผลทั้งหมดข้างต้น จึงคาดได้ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในปีหน้าจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ เช่น เงินยูโร  เงินเยนญี่ปุ่น เงินหยวนจีน และ เงินรูเบิลของรัสเซีย เป็นต้น มีนักวิเคราะห์ต่างชาติบางรายได้คาดการณ์ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับเงินยูโรอาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นโดยปรับเข้าสู่อัตราส่วนเฉลี่ยที่ใกล้กับ 1 ต่อ 1 ในปีหน้า

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าหากไม่มีปัจจัยอื่นที่ผันผวนแตกต่างไปจากปัจจุบันแล้ว ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปีหน้าก็อาจมีโอกาสอ่อนตัวไปอยู่ที่ค่าเฉลี่ยในช่วง 36.5 บาทถึง 37.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ ระดับการอ่อนตัวของค่าเงินบาทนั้นจะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการอ่อนตัวของค่าเงินในประเทศต่างๆ ในอเชียที่เป็นประเทศคู่ค้าและคู่แข่งด้วย ซึ่งคำตอบของประเด็นนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางด้านตลาดเงินตราต่างประเทศของโลกที่ได้กล่าวไปแล้ว ก็ยังจะขึ้นอยู่ปัจจัยต่างๆ ในระดับประเทศด้วย เช่น ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจภายในประเทศเหล่านี้ เสถียรภาพทางการเมืองของแต่ละประเทศ ระดับการแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางเพื่อบริหารจัดการกับความผันผวนของค่าเงินของตน และการเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกในหลากหลายมิติ เป็นต้น

ซึ่งกรณีของประเทศไทยนั้นก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งจุดแข็งในบางเรื่องเช่น การที่ฐานะของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างจะเข้มแข็ง เป็นต้น และก็มีจุดอ่อนในอีกหลายๆ เรื่องที่ท้าทาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความแน่วแน่ของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายกระตุ้นศรษฐกิจด้วยความรัดกุมรอบคอบเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องปัญหาหนี้เสียที่อาจจะเกิดตามมาในอนาคตนั่นเอง