อองซานซูจีประกาศ หลังผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ออกมาให้พรรค NLD ของเธอชนะ
อย่างท่วมท้นว่า “ผู้ชนะควรนอบน้อมถ่อมตน ผู้แพ้ก็ต้องกล้าหาญ”
และเธอก็ปฏิบัติตามนั้น... ด้วยการออกจดหมายเชิญแกนนำของพรรครัฐบาล และผู้นำกองทัพมาร่วมกันปรึกษาหารือ เพื่อความปรองดองให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป
เพราะเธอตระหนักว่าการชนะการเลือกตั้งนั้นแม้จะยากเย็นอย่างยิ่ง แต่การบริหารประเทศหลังจากนี้จะยากกว่า และท้าทายกว่ามาก
แม้เธอจะเคยประกาศว่าหากพรรคเธอชนะเลือกตั้ง เธอจะเป็นผู้เสนอชื่อคนที่จะเป็นประธานาธิบดี และเธอจะมีบทบาท “เหนือประธานาธิบดี” แต่นั่นก็เป็นเพียงการปลุกให้ประชาชนคนพม่า ออกมาหย่อนบัตรให้พรรคเธอชนะเด็ดขาดเพื่อให้ได้ “อาณัติ” ในการบริหารประเทศเท่านั้น
เอาเข้าจริง ๆ เมื่อต้องตั้งรัฐบาลและกำหนดบทบาทของแต่ละภาคส่วนของสังคมแล้ว เธอก็ต้องนั่งลงเจรจาต่อรองเพื่อแบ่งสรรอำนาจกับกองทัพ ชนกลุ่มน้อยที่เป็นชาติพันธุ์ ผู้นำศาสนาและกลุ่มภาคประชาคมเพื่อร่วมพลังกันผลักดันให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปอย่างมีสาระอย่างจริงจัง
ทั้งอองซานซูจีและผู้นำกองทัพต่างตระหนักว่าต่างคนต่างต้องพึ่งพากันและกัน ไม่อาจจะแยกเดินกันคนละทางได้ หาไม่แล้วอาจจะเกิดกรณีหนึ่งประเทศสอง รัฐบาล...คือรัฐบาลพลเรือนกับรัฐบาลทหารที่จะทำให้การบริหารประเทศเผชิญกับอุปสรรค
เพราะการได้มาซึ่ง “ประชาธิปไตย” ครั้งประวัติศาสตร์จะเดินหน้าต่อไปได้ โดยที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างจริงจัง ก็ต้องทำให้เกิดความร่วมมือของพรรค NLD ที่ได้เสียงข้างมากกับพรรค USDP ที่ทหารสนับสนุนเพื่อไม่ให้เกิดการขัดขากันจนเดินหน้าไม่ได้
เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้น กองทัพยังมีที่นั่งในสภา 25% บวกกับที่ได้จากการหย่อนบัตรอีกจำนวนหนึ่ง ถือว่ามากพอที่จะสกัดความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อองซานซูจีได้พยายามจะผลักดันมาตลอด
อีกทั้งใครก็ตามที่เธอต้องการให้เป็นประธานาธิบดีนั้น จะต้องได้รับความยินยอมเห็นชอบจากกองทัพเสียก่อน การแต่งตั้งจึงจะเดินหน้าอย่างราบรื่นได้
ใครก็ตามที่จะมาเป็นประธานาธิบดีจะต้องทำงานร่วมกับทั้งพรรคเสียงข้างมากและฝ่ายค้านที่อาจจะได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ อีกทั้งยังจะต้องสามารถสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่ได้มอบความไว้วางใจให้กับพรรคของอองซานซูจีอย่างล้นหลาม
ต้องไม่ลืมว่าพรรค NLD ยังไม่เคยมีประสบการณ์การบริหารประเทศมาก่อน การจะสร้างผลงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้ประชาชนคนพม่าผิดหวัง กับการออกมาใช้สิทธิ์ทางการเมืองอย่างล้นหลามเพื่อให้เกิด “ความเปลี่ยนแปลง” ครั้งใหญ่ในประเทศ
และต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญยังให้อำนาจกองทัพ ที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองหากเกิดเหตุใดๆ ที่ตีความได้ว่ามีส่วน “คุกคามความมั่นคงของประเทศ”
อีกทั้งยังให้อำนาจกองทัพในการตั้งรัฐมนตรีสำคัญ ๆ อย่างน้อยสามกระทรวงนั่นคือกลาโหม มหาดไทยและกิจการชายแดน
การที่ผู้นำกองทัพอย่างผู้บัญชาการทหารสูงสุด มิน อ่องหลาย ประธานาธิบดีเต็งเส่ง และประธานสภาฉ่วย มาน (สอบตก) ตอบสนองข้อเสนอให้มีการปรึกษาหารือกับอองซานซูจี เพื่อหาสูตรสมานฉันท์ทางการเมือง ย่อมเป็นนิมิตหมายอันดี สำหรับการจัดสูตรเพื่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของพม่า
อีกทั้งการยืนยันจากผู้นำทหารว่า ประเทศก้าวมาถึงจุดที่หวนกลับไปสู่แบบแต่ก่อน ที่ทหารแพ้เลือกตั้งแล้วคว่ำกระดานการเมืองเหมือนในอดีตไม่ได้อีกต่อไป ก็เป็นสัญญาณทางบวกที่ทำให้ทุกฝ่าย ต้องหันหน้ามาพูดจาเพื่อหาทางออกให้บ้านเมืองแทนที่จะคิดถึงแต่เพียงผลประโยชน์แห่งตนเท่านั้น
สัปดาห์หน้าจะเห็นความเคลื่อนไหวของทุกฝ่ายในพม่า ที่จะจัดสมการการการเมืองใหม่ที่ให้ทุกฝ่าย มีบทบาทอันเหมาะสมภายใต้กติกาตามที่ประชาชนได้กำหนดแนวทางเอาไว้แล้ว
เพราะประชาธิปไตยในความหมายที่แท้จริงก็คือ การที่ทุกฝ่ายต้องเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม... ไม่มีใครผูกขาดอำนาจแห่งการทำความถูกต้องได้แต่เพียงคนเดียว
พม่าเคยต้องเรียนรู้จากเรา วันนี้เรากำลังต้องแสวงหาบทเรียนเรื่องการสร้างความปรองดองจากพม่า!






