ไม่มีการงานใดในโลกนี้ที่กระทำได้โดยไร้ปัญหา การเผชิญหน้ากับปัญหา จึงให้ผลลัพธ์ดีกว่าการกลบเกลื่อน
ปัญหาไว้ เสมือนหนึ่งว่าไม่มีปัญหานั้นเกิดขึ้น
ถ้าเรามองทุกอย่างเป็นปัญหาไปหมด ก็ไม่ต้องทำงานทำการอะไรกันแล้ว วันทั้งวันถ้าไม่บ่นเรื่องปัญหา ก็วนเวียนอยู่กับการหาหนทางแก้ปัญหา ที่อาจจะมาจากแค่มโนของตนเอง
หน่วยงานใดองค์กรใด มีผู้บริหารที่มโนสารพัดปัญหาขึ้นมาทุกวัน หน่วยงานนั้นองค์กรนั้น จะสร้างกลไกที่มาสร้างปัญหาทวีคูณขึ้นมาแทน มโนปัญหาหนึ่งขึ้นมาจะนำไปสู่ปัญหาจริงๆ อีกหนึ่งปัญหาเป็นอย่างน้อย แต่แกล้งไม่เห็น เพียงเพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ตนเองมโนขึ้นมานั้นดูดีขึ้น
องค์กรนั้นหน่วยงานนั้นมักมีการปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง แข็งขันเรื่องนี้กันไม่นาน ก็ไปแข็งขันเรื่องอื่นแทน เป็นองค์กรเป็นหน่วยงานที่อุดมปัญหา แทนที่จะอุดมผลงาน
วิธีแก้ปัญหาสารพัดวิธีที่ใช้กันอยู่ในวันนี้ เริ่มต้นเหมือนกันหมด คือถามว่าปัญหาคืออะไร ซึ่งคนบอกง่าย แต่คนนำไปใช้ทำยาก มองไปที่ไหนก็เห็นปัญหาทั้งนั้น เพราะไม่มีที่ไหนที่เราจะได้ดั่งใจไปเสียทุกเรื่อง มีไม่ได้ตามใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง จึงเป็นธรรมดาที่ใครๆ ก็เห็นว่าการงานมีปัญหา ซึ่งจริงๆ แล้ว อาจเป็นแค่ไม่ได้ดั่งใจของใครบางคนในองค์กรนั้น ไม่ถูกใจใครบางคนในหน่วยงานนั้น
การแก้ปัญหาให้ได้ผลดี จึงต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ให้ถูกปัญหา เริ่มแก้สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ ถ้าพบว่าไม่มีน้ำพอจะปลูกข้าว ก็บอกว่าน้ำไม่พอคือปัญหา ทางแก้คือหาน้ำมาให้พอ ก็จะย้อนกลับไปที่เดิมคือไม่มีน้ำพอ ถ้าเราหาน้ำให้พอได้ ปัญหาก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าบอกว่าปัญหาคือการปลูกข้าวใช้น้ำมากเกินไป อย่างนี้พอหาทางแก้ปัญหาได้ คือหาวิธีปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อยลง เมื่อใช้น้ำน้อยลง น้ำที่มีน้อยก็ยังเพียงพอได้
ลองถามตนเองว่า สรรพสิ่งที่พบในการงานนั้นอะไรบ้างที่เป็นปัญหา และเป็นปัญหาอย่างไร พยายามมองไปที่ต้นทาง อย่ามองแค่อาการที่ปรากฏ คนเดินหกล้มแล้วบอกว่าปวดขา อย่ามองปัญหาแค่ปวดขา ให้มองว่าเดินหกล้มแล้วขาบาดเจ็บอย่างไรบ้าง ปัญหาคือขาบาดเจ็บ ไม่ใช่ปวดขา
เมื่อมองเห็นแก่นของปัญหาแล้ว ให้ถามต่อไปว่า ฉันแก้ปัญหานั้นได้หรือไม่ ถ้าเห็นปัญหาแต่เป็นปัญหาที่คนอื่นต้องเป็นคนแก้ เราทำได้มากที่สุดคือ บอกกล่าวให้เขาทราบ แล้วก็หยุดแค่นั้น อย่าวนกลับไปกลับมากับปัญหานั้นอีกต่อไป เพราะไม่ใช่เสียแรงเปล่าๆ อย่างเดียว ยังเสียเวลาเสียโอกาสที่จะแก้ปัญหาอื่นๆ ที่อยู่ในมือเราอีกด้วย
ปัญหาที่เราเห็นแต่ต้องแก้โดยคนอื่นนั้น หากเก็บสะสมปัญหาเหล่านี้ไว้เป็นปัญหาของเรา ก็เหมือนมดแบกช้าง จะหมดเรี่ยวแรงทำงานการเสียเปล่าๆ หากเราอยู่กับปัญหาที่เราแก้เองไม่ได้มากเกินไป เราจะกลายเป็นผู้แพ้ คือแพ้ปัญหาที่คนอื่นต้องแก้ เราแก้เองไม่ได้
อยากให้ระลึกไว้เสมอว่า การจมอยู่กับการเป็นผู้แพ้นั้นไม่เคยสร้างความสำเร็จ หรือแม้แต่ความสุขในการทำงานให้กับผู้ใดเลย บางคนถึงขนาดกล่าวเกินเลยไปว่า ชีวิตที่จมอยู่กับความรู้สึกเป็นผู้แพ้นั้น ทุกข์ทรมานกว่าคนที่ไม่รู้สึกแพ้ ไม่รู้สึกชนะ มากมายหลายเท่า พยายามแก้ปัญหาที่คนอื่นต้องแก้มากๆ นั้นไม่มีอะไรดี มีแต่อายุสั้นลงตามความเครียดที่สะสมมากขึ้น ปัญหาที่คุณลุงต้องเป็นคนแก้ ก็ปล่อยให้คุณลุงแก้ไป
คำถามต่อไปคือ ถ้าไม่แก้ปัญหานั้นในวันนี้ เราเสียหายมากน้อยแค่ไหน คำว่าแค่ไหนนั้นหมายถึง บอกเป็นข้อมูลตัวเลข มีหลักฐานกระจ่างแจ้งว่า แก้ได้แล้วดีขึ้นอย่างไร อย่ามโนไปเองว่าแก้แล้วจะดีอย่างนั้น อย่างนี้ โดยปราศจากหลักฐาน จะแก้ปัญหาต้องอยู่กับความจริง อย่าอยู่ในจินตนาการ ไม่เช่นนั้นปัญหาจะยังอยู่ แต่คนคิดเองว่าปัญหาหมดไปแล้ว และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ ถ้าอยู่กับปัญหานั้นแล้วเสียหาย มากกว่าการลงทุนลงแรงแก้ปัญหานั้นแน่ๆ ถ้าไม่คิดชั่งน้ำหนักระหว่างความเสียหายจากการอยู่กับปัญหากับสิ่งที่ต้องเสียไป ในการแก้ปัญหาเรื่องนั้นให้ดีๆ ทุกปัญหาอาจจะกลายเป็นเผาบ้านเพื่อฆ่าแมลงสาบตัวเดียว ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีใครทำเช่นนั้น แต่ในโลกนี้ทั้งในนิยาย ทั้งในประวัติศาสตร์ วิธีการที่ไม่น่าจะมีใครทำเช่นนี้ ปรากฏให้เห็นมาแล้วมากมาย
สมัยก่อนนั้นเมื่อเห็นปัญหาชัดๆ แล้วก็ลุยแก้ปัญหานั้นไปเลย ปัจจุบันพบกันว่า แก้ปัญหาของเราได้ แต่กลับสร้างปัญหาให้คนอื่น คือการแก้ปัญหานั้นไปเกี่ยวข้องกับเรื่องจริยธรรม ร้านไม่มีที่จอดรถให้ลูกค้า เราก็เลยให้จอดบนทางเท้าหน้าร้านแทน แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ แต่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแทน ดังนั้นวันนี้เมื่อมองปัญหาใดของเรา จึงต้องดูให้กว้างออกไปด้วยว่า ปัญหาของเรานั้นกระทบคนอื่น ทั้งในเชิงกฎระเบียบ และในเชิงจริยธรรมหรือไม่ จะแก้ปัญหานั้นมีส่วนใดบ้างที่อาจสร้างความทุกข์ยากให้คนอื่น อย่าให้เป็นปัญหาที่แก้ได้ภายใต้กรอบกฎระเบียบ แต่แก้แล้วเบียดบังความสุข เพิ่มความทุกข์ให้ผู้อื่น
ปัญหาที่เป็นจริงนั้น มีเครื่องมือมากมายหลายอย่างที่ใช้แก้ปัญหาได้ โดยไม่สร้างความทุกข์ร้อนให้กับผู้ใด แต่ปัญหาที่คนใหญ่คนโตในองค์กรมโนขึ้นมานั้น เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันใช้แก้ไขไม่ได้ เพราะแก้แล้วก็มีปัญหาใหม่ตามมา จนจบลงด้วยความเป็นองค์กรอุดมปัญหาชั่วนิจนิรันดร






