ขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่นั้น เป็นช่วงเวลาที่มีข่าวคราวพระเอกละครชื่อดัง “ปอ” ทฤษฎี ป่วยหนักขั้นโคม่าจากอาการช็อกจากหัวใจหยุดเต้น
และภาวะไตวายแบบเฉียบพลัน โดยล่าสุดยังไม่พ้นขีดอันตรายซึ่งทางญาติ ๆต่างตกใจและไม่อยากจะเชื่อว่า “ปอ” จะป่วยหนักขนาดนี้เนื่องจากปกติ “ปอ” เป็นคนแข็งแรงและเห็นว่าออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ (หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 11 พ.ค. 58 “ญาติ‘ปอ ทฤษฎี’ ที่บุรีรัมย์ไม่อยากเชื่อพระเอกดังป่วยโคม่า เหตุสุขภาพแข็งแรง!!”) ซึ่งก็ขอส่งกำลังใจให้“ปอ” ทุเลาจากอาการป่วยโดยเร็วด้วยนะครับ
กรณีของ “ปอ” ทฤษฎี เป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ ตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมว่า ชีวิตคนเรานั้นล้วนอยู่ภายใต้ภาวะความไม่แน่นอน ดังคำกล่าวที่ว่า“ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน” และ หากผลของความไม่แน่นอนนี้สามารถส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเราได้แล้วละก็ เราจะถือว่า “ความไม่แน่นอน”นี้เป็น “ความเสี่ยง” ที่ต้องพิจารณาในการดำเนินชีวิต
การวางแผนการดำเนินชีวิตในแง่มุมของการบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจึงเป็นเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักอยู่เสมอ โดยการบริหารความเสี่ยงที่ดีจะต้องนำไปสู่แผนการที่จะใช้รับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องร้ายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเรา และ/หรือ คนในครอบครัว
การวางแผนทางการเงิน หรือ Financial Planning ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนการดำเนินชีวิตภายใต้โลกทุนนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากแม้ว่า “เงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต” แต่ก็ต้องยอมรับว่า“หลายๆ อย่างของปัญหาชีวิตสามารถแก้ได้ด้วยเงิน” ฉะนั้นขั้นแรกของการวางแผนทางการเงินของผู้หนึ่งผู้ใด (ก่อนจะนำเงินไปลงทุน/เก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆ) ก็คือการวิเคราะห์ตัวเองว่าตนมีความเสี่ยงทางการเงินมากน้อยขนาดไหน รวมถึงมาตรการในการรองรับผลที่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงนั้นเป็นอย่างไร
ในความเห็นของผม ขั้นแรกของการวางแผนการเงินที่พึงจะเป็นของบุคคลส่วนใหญ่ ก็คือ การมีเงินพร้อมใช้อยู่ในมืออย่างเพียงพอ ซึ่งควรมีอย่างน้อยก็ 3-6เดือน พร้อมๆ ไปกับการมีหลักประกันให้คนที่อยู่ข้างหลัง (อาทิ ภรรยา บุตรธิดา) กรณีหากต้องจากไปก่อนเวลาอันควร ซึ่งหลักประกันที่ว่านั้นสำหรับบุคคลทั่วไปในประเทศเราจะมีขึ้นมาไม่ได้เลยหากปราศจากความคุ้มครองการเครื่องมือสำคัญอย่างการประกันชีวิต
แต่ก็ต้องยอมรับว่า แต่ละบุคคลนั้นก็มีความจำเป็นที่จะมีความคุ้มครองจากประกันชีวิตที่แตกต่างกันซึ่งคนไทยเรายังไม่ค่อยตระหนักถึงเรื่องนี้เท่าไรนัก ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาสังคมและระบบการศึกษาในบ้านเรายังมิค่อยมุ่งเน้นเรื่องของ Financial Literacy หรือแปลว่า “การอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน” เท่าที่ควร
อย่างไรก็ดี ก็ยังถือว่าโชคดี สำหรับในประเทศไทยของเราที่เรามีอุตสาหกรรมประกันชีวิตที่มีความสมบูรณ์และเข้มแข็งพอสมควร คำว่าสมบูรณ์และเข้มแข็งของผมในที่นี้ หมายถึง เรามีอุตสาหกรรมประกันชีวิต ที่มี Regulator (ซึ่งปัจจุบันก็คือสำนักงานคปภ.ที่รับไม้ต่อจากกรมการประกันภัย) ที่มีประสบการณ์ เรามีบริษัทประกันชีวิตหลากหลายและมีจำนวนที่ค่อนข้างเหมาะสม (ไม่น้อยไปจนผูกขาดและไม่มากไปจนแข่งขันกันเลือดสาด) มีสมาคมประกันชีวิตที่ถือว่าที่ผ่านมาสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดี และที่สำคัญที่สุดเรามีผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในตลาดที่ค่อนข้างครบ ซึ่งสามารถตอบสนองในการคัดสรรเพื่อไปใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงของประชาชนได้
ความเสี่ยงของแต่ละบุคคลภายใต้การวางแผนการเงินส่วนบุคคลสามารถจัดการได้ด้วย “การประกันชีวิตประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance)” ครับซึ่งก็มีรูปแบบต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์และความจำเป็นของแต่ละบุคคล โดยแบบประกันชีวิตในบ้านเราสามารถนำไปประยุกต์ในการวางแผนการเงินอย่างค่อนข้างครบถ้วน ซึ่งหลายคนอ่านจะเคยคุ้นชื่อแบบต่าง ๆ มากันบ้างแล้ว อาทิ
1. แบบชั่วระยะเวลา (Team) เป็นการคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิตตามชั่วระยะเวลาและหากไม่เสียชีวิตเมื่อครบกำหนดก็จะไม่มีเงินคืน ทำให้เบี้ยประกันมีราคาถูก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุ้มครองความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจนถึงระยะเวลาหนึ่ง ๆ (เช่น จนกว่าลูกมีงานทำแล้ว) ผู้อยู่ข้างหลังสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ลำบาก
2. แบบตลอดชีพ (Whole Life) เป็นการคุ้มครองระยะยาวจนถึงตลอดชีพหรืออายุ 99 ปี หากเสียชีวิตไปก่อน หรืออายุยืนยาวจนถึง 99 ปี ก็จะได้รับเงินคืนตามกรมธรรม์ ข้อดีของแบบนี้นั้นคือเบี้ยประกันมีราคาไม่สูงมากนัก
3. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment) เป็นการคุ้มครองการเสียชีวิตตามชั่วระยะเวลาพร้อม ๆ กับการสะสมทรัพย์ และหากไม่เสียชีวิตเมื่อครบกำหนดจะมีเงินคืน ทำให้ค่าเบี้ยประกันมีราคาพอสมควร เนื่องจากมีเงินคืนจึงถือว่าเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบริหารความเสี่ยงพร้อม ๆ กับการออมเงินไปด้วยในตัว (หรืออย่างที่สมาคมประกันชีวิตประชาสัมพันธ์ไว้ ก็คือ “ถ้าคุณเป็นคนเก็บเงินไม่อยู่ ลองเก็บดูใหม่ด้วยการประกันชีวิต”)
4. แบบเงินได้ประจำหรือแบบบำนาญ (Annuities) เป็นการคุ้มครองการเสียชีวิตระยะยาวและยังเป็นการสะสมเงินเพื่อการเกษียณอายุ (อาจจะ 55 หรือ 60 ปี) โดยจะทยอยรับเงินคืนเป็นเงินเท่า ๆ กัน ทุกปี ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคุ้มครองชีวิตและมีรายได้ประจำหลังเกษียณอายุแล้ว
นอกจากนี้ ถือได้ว่าเป็นโชค 2 ชั้น สำหรับคนไทยผู้ใช้การประกันชีวิตในการวางแผนทางการเงิน เนื่องจากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง (แม่ใหญ่ของอุตสาหกรรมประกันชีวิตบ้านเรา)เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ/และสนับสนุนการประกันชีวิตและการวางแผนการเงินในประเทศเราเป็นอย่างดีทำให้มีนโยบายกำหนดให้เบี้ยประกันชีวิตสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ถือการจูงใจให้ผู้คนให้เริ่มหันมาสนใจและศึกษาเกี่ยวกับการประกันชีวิตมากยิ่งขึ้นโดยกำหนดให้ลดหย่อนภาษีสำหรับเบี้ยประกันชีวิตที่เป็นแบบประกันแบบที่ 1 2 และ 3 ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป (ไม่นับรวมเบี้ยในส่วนสัญญาเพิ่มเติม)สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาท
มากไปกว่านั้น การที่ภาครัฐให้ความสำคัญสำหรับเงินสะสมเพื่อการเกษียณทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น เงินจากการซื้อ RMF/เงินสมทบกบข./เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และเงินประกันชีวิตแบบบำนาญ (แบบที่ 4 ข้างต้น)รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เงินประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นสามารถลดหย่อนภาษีได้อีกไม่เกิน 200,000 บาท (ไม่นับรวมกับ 100,000 บาทแรก) และ/หรือ เมื่อรวมกับเงินสะสมเพื่อการเกษียณประเภทอื่นๆ ทั้งสิ้นลดหย่อนภาษีไม่เกิน 500,000 บาท
ท้ายนี้ สำหรับช่วงเวลาใกล้สิ้นปีอย่างนี้ซึ่งเป็นช่วงท้ายที่จะได้ประโยชน์ทางภาษีสำหรับแบบประกันชีวิตตามเงื่อนไขของสรรพากร ผมอยากจะฝากไว้ว่าก่อนจะตกลงเซ็นสัญญาประกันชีวิตไม่ว่ากับใครหรือวัตถุประสงค์ใด โปรดศึกษาแบบกรมธรรม์ที่ท่านสนใจอย่างละเอียดนะครับว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของท่านหรือไม่เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจหรือมานั่งกังวลกันในภายหลัง





