'พลังงานแสงแดด'รอบนี้ 'ของจริง' หรือไม่

'พลังงานแสงแดด'รอบนี้ 'ของจริง' หรือไม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ธุรกิจพลังงานทดแทน” โดยเฉพาะ “พลังงานแสงอาทิตย์” (Solar power)

 ได้กลายเป็น “นิวบิซิเนส” ของเหล่าบริษัทจดทะเบียนหลายราย เช่น บมจ.เอสพีซีจี หรือ SPCG ของ “วันดี กุญชรยาคง” บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA ของ “สมโภชน์ อาหุนัย” และบมจ.ซุปเปอร์บล๊อก หรือ SUPER ของ “ตระกูลโลจายะ” เป็นต้น 

หลังทางการวางนโยบายส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายภายในปี 2564 ประเทศไทยต้องมีสัดส่วนพลังงานทดแทนแตะระดับ 25% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนพลังงานทดแทนกว่า 10%

จากแผนนี้ ทำให้ทางการออกมาสร้างแรงจูงใจให้กับเหล่าเอกชน ด้วยการสนับสนุนอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) ในสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มากถึง 8 บาท ก่อนจะลดลงเหลือ 6.50 บาท ปัจจุบันคำนวณตามสูตร “ระบบฟีดอินทารีฟ” หรือ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริงในระยะ 25 ปี

ทั้งนี้ แม้เอกชนจะมีกำไรจากการขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง ตามสูตรการรับซื้อไฟที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เมื่อวันที่ 1-10 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสแรก จำนวน 600 เมกะวัตต์

ผลปรากฎว่า บริษัทเอกชนหลายรายสนใจ เข้าร่วมยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าอย่าง ล้นหลาม ซึ่งการแข่งขันชิงใบอนุญาตที่มีความคึกคักเป็นพิเศษในรอบนี้ ทำให้แวดวงพลังงานทดแทน 

อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า ผู้ชนะจะลงทุนเองหรือนำใบอนุญาตไปขายต่อเหมือนรอบที่ผ่านมา” 

ดร.จอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซุปเปอร์บล๊อก หนึ่งในหลายบริษัทที่ยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 150 เมกะวัตต์ แสดงความเห็นว่า เอกชนที่เข้าร่วมยื่นเสนอขายไฟฟ้ารอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นมืออาชีพและมีความตั้งใจจริงที่จะทำธุรกิจพลังงานทดแทน ตามเทรนด์โลกที่ทยอยเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ซึ่งจะแตกต่างจากรอบก่อน หลังผู้ได้รับใบอนุญาต ไม่มีเงินลงทุน ส่วนหนึ่งเพราะแบงก์ไม่ยอมปล่อยกู้ 

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในอนาคตมีโอกาสจะลดลงเทียบเท่าโรงไฟฟ้าทั่วไป ขณะที่เทคโนโลยีดีขึ้น ฉะนั้นสัดส่วนพลังงานทดแทนที่ทางการตั้งไว้ในปี 2564 อาจเกิดขึ้นภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

เขา วิเคราะห์ว่า วันนี้อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนอยู่ตัวแล้ว และกำลังจะกลายเป็นอุตสหกรรมแห่งอนาคต เห็นได้จากบริษัทเอกชนหลายแห่งเริ่มเดินเข้าสู่แวดวงนี้ หลังทางการประเมินว่า ภายใน 6-7 ปีข้างหน้า หากอ่าวไทยไม่เปิดบ่อใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซัอนระหว่างไทยกับกัมพูชา “เมืองไทยอาจเกิดปัญหาซัพพลายก๊าซธรรมชาติ 

ปัจจุบันเมืองไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากถึง 68% ส่วนหนึ่งนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า และมาเลเซีย แต่ในอนาคตสองประเทศนี้อาจส่งก๊าซธรรมชาติให้เมืองไทยน้อยลง เนื่องจากพม่ากำลังจะเปิดประเทศมากขึ้น ทำให้ภายในประเทศต้องใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้น 

เมื่อเป็นเช่นนั้นเมืองไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศอื่น แต่หากประเทศนั้นไม่มีท่อส่งก๊าซ เราต้องมีต้นทุนค่าขนส่งที่มากขึ้น จากสถานการณ์ดังกล่าว เมืองไทยจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ฉะนั้นรัฐบาลจึงต้องออกมาส่งเสริมเรื่องนี้

พลังงานทดแทนถ่านหินในเมืองไทยยังไม่ค่อยฮิต แม้ค่าไฟฟ้าจากถ่านหินจะมีราคาถูก แต่ถ้าคำนวณสิ่งแวดล้อมที่เสียหายไป จากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมันคงไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไร  เขาเชื่อเช่นนั้น

ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมพลังงานทดแทนอาจเกิด “เทคโนโลยีใหม่” โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ที่ใช้กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ ฉะนั้นอาจเห็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชม.ถือเป็นโอกาสครั้งใหม่ของผู้ประกอบการพลังงานแสงแดด..