วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวต่อไปของมังกร

เดิมทีผู้เขียนตั้งใจว่า จะเขียนตอนจบของโลกและไทยในยุค New Normal แต่หลังจากมีคำถามมากมาย

ที่เกี่ยวข้องกับจีน โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 13 นั้น ทำให้ต้องเปลี่ยนใจ และกลับมาเขียนเรื่องจีนอีกครั้ง

ประเด็นที่จะเขียนในครั้งนี้ จะเป็นการตอบ 3 คำถามหลักที่เกี่ยวข้องกับทิศทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจใน 5 ปีข้างหน้า

คำถามแรก คือ การที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากในปีนี้ จนเป็นเหตุให้จีนต้องลดค่าเงินหยวนในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คำถามคือในระยะต่อไป จีนตกอยู่ในวังวนของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือไม่

คำตอบคือ ใช่และไม่ใช่ ที่ใช่เป็นเพราะหากมองในแง่ของตัวเลขการขยายตัวแล้ว เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นเศรษฐกิจจีนขยายตัวในระดับมากกว่า 10% ต่อปี เหมือนในอดีต โดยใน New Normal หรือภาวะ “ปกติใหม่” ของจีน เราคงเห็นจีนขยายตัวในระดับ 5-7% ในอีก 5 ปีข้างหน้า

แต่หากพิจารณาเป็นจำนวนมูลค่าเพิ่มแล้ว เศรษฐกิจจีนจึงไม่ถึงกับตกต่ำแต่อย่างใด เพราะการขยายตัวในระดับ 7% ต่อปี ในปัจจุบัน ที่ขนาดเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น (มูลค่าเพิ่มขึ้น 7 แสนล้านดอลลาร์) สูงกว่าการขยายตัวที่ระดับ 10% ต่อปี ในปี 2553 ที่ขนาดเศรษฐกิจอยู่ประมาณ 6 ล้านล้านดอลลาร์ (มูลค่าเพิ่มขึ้น 6 แสนล้านดอลลาร์)

และเมื่อพิจารณาไส้ใน จีนกำลังมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ จากการลงทุนในภาคการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก มาเป็นการบริโภคมากขึ้น อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการ คือประชาชนมีรายได้มากขึ้น และจำนวนประชากรเขตเมือง (Urbanization) ที่เพิ่มมากขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เขตเมือง

สาเหตุที่ประชากรมีรายได้มากขึ้น เป็นผลจากแรงงานที่เริ่มขาดแคลน สืบเนื่องจากนโยบายลูกคนเดียวทำให้จำนวนแรงงานเข้าใหม่เริ่มลดลง

ประกอบกับแรงงานส่วนเกิน ที่ย้ายจากภาคเกษตรมาสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการ มาตลอด 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มหมดลงเช่นกัน ทำให้นายจ้างต้องขึ้นค่าจ้างให้แรงงานจีนถึงกว่า 10 เท่า ในช่วง 20 ปี เพื่อเป็นแรงจูงใจในการจ้างงาน

ภาวะทั้งสองทำให้จำนวนชนชั้นกลางมีมากขึ้น โดยสำนักวิจัย McKinsey คาดว่า จำนวนชนชั้นกลางจีนจะเพิ่มจาก 47 ล้านครัวเรือน ในปี 2553 เป็น 472 ล้านครัวเรือน ในปี 2563 ซึ่งจะทำให้กระแสการบริโภคนิยมในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในเมือง มีมากขึ้นอย่างทวีคูณเช่นกัน

คำถามที่สองคือ จริงหรือไม่ ที่เศรษฐกิจจีนที่มีการวางแผนและบริหารจัดการจากส่วนกลาง ทำให้เติบโตได้อย่างร้อนแรงในอดีต แต่โมเดลนี้ใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะโลกยุคใหม่เปิดกว้างและเสรีมากขึ้น ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากขึ้น

คำตอบคือ จริงและไม่จริง ที่ว่าจริงคือ เศรษฐกิจจีนเป็นเศรษฐกิจที่มีการวางแผนโดยส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นในเชิงนโยบาย และในเชิงการเป็นผู้เล่นผ่านรัฐวิสาหกิจ โดยกว่าหนึ่งในสามของเงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของเศรษฐกิจจีนทั้งหมด เป็นการลงทุนในรัฐวิสาหกิจจีน

แต่ที่ไม่จริงเป็นเศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ดี เป็นผลจากภาคเอกชนมากกว่ารัฐ โดย กว่าสองในสามของรายได้ประชาชาตินั้น ถูกผลิตโดยภาคเอกชน และมีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยกว่า 18% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าผลผลิตของรัฐวิสาหกิจกว่า 2 เท่า และเป็นแหล่งของการจ้างงานกว่า 80% ของกำลังแรงงานในเขตเมือง

และที่น่าสนใจคือ ภาคเอกชนที่เป็นดาวรุ่งของเศรษฐกิจจีนในยุคปัจจุบัน และเป็นความหวังในอนาคตคือภาคเทคโนโลยี การสื่อสารและอินเทอร์เน็ต โดยหากนับ 10 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตแล้ว พบว่าเป็นบริษัทของจีนถึง 5 แห่ง อันได้แก่ Alibaba Tencent Baidu Xiaomi และ JD มีขนาดสินทรัพย์รวมกันกว่า 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัททั้ง 5 นี้ ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ทั้งตลาดการค้าส่งและปลีกออนไลน์ บริการชำระสินค้า ให้เงินกู้ยืม การให้บริการการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) ที่มีการแบ่งปันทรัพยากรให้ผู้ใช้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต รวมถึงมีการพัฒนาแอพลิเคชั่นของโทรศัพท์มือถือในรูปแบบต่างๆ

อย่างไรก็ดี หากกลับมามองที่บทบาทของภาครัฐของจีน ทั้งในบทบาทที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและในส่วนรัฐวิสาหกิจ จะพบว่าจีนยังขาดประสิทธิภาพและมีข้อผิดพลาดหลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นในเชิงนโยบาย ที่กระตุ้นให้เกิดฟองสบู่ในภาคเศรษฐกิจต่างๆ (เช่น ภาคอสังหาฯ ภาคการเงิน และภาคตลาดหุ้น) เพื่อประคองเศรษฐกิจโดยรวมให้ขยายตัวต่อเนื่อง แต่การกระตุ้นเช่นนั้นนำมาซึ่งวิกฤติฟองสบู่แตกในยุคปัจจุบันเช่นกัน

ส่วนบทบาทรัฐวิสาหกิจ พบว่ายังคงรูปแบบที่ล้าสมัย เทอะทะ หนี้มาก และขาดประสิทธิภาพ สะท้อนจากตัวเลขทางการเงินต่างๆ เช่น หนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) และผลตอบแทนของสินทรัพย์ (ROA) ของรัฐวิสาหกิจที่ต่ำกว่าภาคเอกชนมาก ขณะที่ธุรกิจส่วนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ ก็จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตขั้นปฐมภูมิ และหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ในปัจจุบันเผชิญกับภาวะการผลิตส่วนเกินอยู่มาก

ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่คำถามสุดท้ายว่า รัฐบาลจีนมีแนวทางปฏิรูปด้านใดบ้างใน 5 ปีข้างหน้า โดยผู้เขียนขอสรุปใน 3 ประเด็น คือ

หนึ่ง การปฏิรูปด้านประชากร โดยอนุญาตให้ชาวจีนมีบุตร 2 คนได้ เพื่อเพิ่มกำลังแรงงานในอนาคต สอง วางแผนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่เน้นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยใช้นโยบาย Chinese Dream หรือปลุกความฝันของชาวจีนที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มสัดส่วนชนชั้นกลางและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สาม ภาคการเงินและภาคต่างประเทศ โดยจีนจะพยายามลดการแทรกแซงค่าเงินหยวน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเคลื่อนไหวได้โดยเสรี ซึ่งในประเด็นนี้ผู้เขียนยังคงสงสัยว่าในช่วงที่เศรษฐกิจการเงินยังมีความผันผวนเช่นปัจจุบัน ทางการจีนจะลดการแทรกแซงได้จริงหรือไม่

พญามังกรประกาศแล้วว่าจะลดความร้อนแรง และก้าวย่างอย่างสุขุมมากขึ้น นักลงทุนและนักธุรกิจไทย พร้อมจะเดินเคียงข้างกับพญามังกรแล้วหรือยัง