วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มนตราของการแข่งขัน

จากที่ได้เขียนเกี่ยวกับการประมูลพื้นที่ปิโตรเลียมครั้งล่าสุดของเม็กซิโก โดยวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ

กับข้อเสนอของเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา จึงสมควรจะขยายบทวิเคราะห์ในเรื่องการประมูล-แข่งขัน

คปพ.กำหนดว่าจำนวนแปลงที่จะประมูลต้องไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวนผู้เข้าประมูลที่คาด และที่เข้าประมูลจริง (ซึ่งคงจะเตรียมการได้ยาก) และแต่ละแปลงจะต้องมีผู้ร่วมประมูลมากกว่า 5 ราย (อย่างน้อย 6) เพื่อให้มีการแข่งขันมากๆ และลดโอกาสการฮั้ว  

ฟังดูดี แต่ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่จะประมูลมีความน่าสนใจขนาดไหน เพราะในโลกของความเป็นจริง นอกจากการแข่งขันในการ “ซื้อ” คือแข่งระหว่างผู้เข้าประมูลแล้ว ยังมีการแข่งขันในการ “ขาย” คือแข่งระหว่างเจ้าของพื้นที่ประเทศต่างๆ ด้วย 

ถ้าจะเปรียบเทียบกับที่ดิน สมมติว่ามีแปลงหนึ่งอยู่ริมถนนวิภาวดีใกล้ๆ ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ถ้าขายคงมีคนสนใจแข่งกันซื้อไม่น้อย อาจจะเกิน 6 ราย มากกว่าที่ดินในซอยแถวคลองสามรังสิต ที่น้ำไฟไม่ถึง ถ้าขายจะมีผู้สนใจสักกี่ราย? ที่ดินคลองสามต้องแข่งกับที่ว่างเปล่าอีกมากแถบคลองสามเอง แล้วยังคลองหนึ่ง คลองสอง คลองสี่ และคลองหลวงอีก

ถ้าจะกำหนดว่าต้องมีผู้สนใจประมูล 6 รายในช่วงเวลาเดียวกัน ที่คลองสามก็อาจจะไม่มีวันขายได้ ทั้งนี้ การตั้งราคาขั้นต่ำที่ไม่แพงเกินไปย่อมดึงดูดความสนใจ แต่ผู้ซื้ออาจไม่เอาเพราะเขามีทางเลือกมากมายที่อาจจะดีกว่า แต่ละรายมีทุนและทรัพยากรบุคคลจำกัด เขาจะเลือกพัฒนาที่ดินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจเขา

เจ้าของที่คลองสามสามารถเก็บที่ดินไว้ให้ลูกหลานอีก 20-30 ปี รอให้ความเจริญมาถึงค่อยขาย แต่เขามีภาระต้องส่งลูกหลานเรียนต่อ หรืออาจต้องการเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่คิดว่าผลตอบแทนดีกว่า และไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้ เสมือนรัฐบาลที่ต้องหาเงินมาพัฒนาประเทศและจัดสวัสดิการ แม้จะมีผู้สนใจซื้อที่ดินมาเสนอราคาเพียง 2-3 ราย หรืออาจจะรายเดียว เขาก็จะขาย

แต่เขาจะไม่ยอมให้ตนเสียเปรียบ คงไปศึกษาราคาประเมินและหาข้อมูลการซื้อขายที่ดินแปลงอื่นๆ ในบริเวณนั้น หรือบริเวณอื่นที่มีศักยภาพใกล้เคียง เอาไว้เจรจาต่อรอง แม้ไม่มีการแข่งขันมาก เขาจะหาวิธีให้ขายได้มูลค่าสูงสุด ดีกว่าปล่อยให้ลูกไม่ได้เรียนต่อหรือเสียโอกาสลงทุนอย่างอื่น

กลับมาเรื่องสำรวจ-ผลิตปิโตรเลียม เม็กซิโกทำเลดีกว่าไทยมาก ปริมาณสำรองน้ำมันดิบ 11.1 พันล้านบาร์เรล 22 เท่าของไทย ก๊าซธรรมชาติ 0.3 พันล้าน ลบ.ม.1.5 เท่าของไทย โอกาสที่จะมีผู้สนใจเข้าประมูลจำนวนมากในเม็กซิโกจึงสูงกว่าไทย แต่เม็กซิโกเองก็ต้องแข่งกับประเทศอื่นๆ เช่น ใกล้ๆ อย่างบราซิล หรือไกลๆ อย่างอินโดนีเซีย หรือทะเลเหนือ

ขนาดเป็นเม็กซิโก ในรอบที่เพิ่งประมูลไป 5 แปลงนั้น มีถึง 2 แปลง ที่ไม่มีใครยื่นซองเลย แปลงหนึ่งมีรายเดียว อีกแปลงมี 5 มีเพียงแปลงเดียวที่เกิน 5 คือมี 9 ราย

สมมติใช้เกณฑ์ประมูล ตาม คปพ.ก็จะประมูลได้เพียง 1 แปลง แทนที่จะได้ 3 แปลง ทั้งๆ ที่ทุกแปลงได้ราคาดีเกินความคาดหมายขั้นต่ำราว 2 เท่า

การฟันธงว่าหากมีผู้เข้าประมูลไม่เกิน 5 ราย จะไม่มีการแข่งขันจริง และจะมีคอร์รัปชันแน่นอนนั้น เป็นมโนภาพของอคติที่ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่า การแข่งขันสำหรับแต่ละพื้นที่และแต่ละแปลงจะเข้มข้นไม่เท่ากัน เหมือนดั่งที่ดินรังสิตที่ยกตัวอย่างเปรียบเทียบข้างต้น

เพื่อลดโอกาสฮั้ว ควรทำให้การประมูลโปร่งใสที่สุด เดี๋ยวนี้เม็กซิโกเขาถ่ายทอดสดการประมูล ไทยก็น่าจะเอาบ้าง เพราะที่ผ่านมาก็มีการแสดงข้อมูลการประมูลรอบ 20 ในเว็บของคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว หากถ่ายทอดสดประชาชนจะได้เห็นกันง่ายๆ มากๆ และเร็วขึ้น

การแข่งขันเป็นกลไกที่ทำให้เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมาภิบาลที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่ต้องระวังอย่าให้คำจำกัดความ “การแข่งขัน” แข็งตัว (rigid) จนไปจำกัดการแข่งขันไม่ให้เกิดขึ้นจริง!!

มาตรา 81 ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมของ คปพ.กำหนดให้มีการประมูล 2 รอบ หากรอบแรกไม่ได้ตามเงื่อนไขทั้งสองที่กล่าวข้างต้น (มีโอกาสเกิดขึ้นสูงตามที่วิเคราะห์) ก็ให้ทำรอบที่สองในเงื่อนไขเดิม (โดยไม่ลดจำนวนผู้ประมูลขั้นต่ำอย่างที่ปกติเขาทำกัน) หากยังไม่ได้ ก็ยกเลิกการประมูล หรือแม้ได้ก็อาจใช้ดุลพินิจว่า “ไม่มีผู้เหมาะสม” ไม่ว่ากรณีใด ให้ส่งบรรษัทดำเนินการด้วยการจ้าง “เอกชน” ผลิต ต่อไป

ในการจ้างผลิต มาตรา 86 กำหนดให้มีผู้เข้าประกวดราคามากกว่า 3 รายขึ้นไป (อย่างน้อย 4) หากรอบแรกไม่ครบ (ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นสูง) ก็ให้ล้มและเปิดรอบใหม่ตามเกณฑ์เดิม ถ้าไม่ถึงหรือถึงแต่ “ไม่มีผู้เหมาะสม” ก็ให้บรรษัทดำเนินการจ้างหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนรายหนึ่งรายใดเข้าทำการรับจ้างผลิตปิโตรเลียม ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

การแข่งขันจึงอาจเป็นเพียง “มนตรา” ที่ขลังแต่ชื่อ แนวโน้มคือ บรรษัทคงได้ใช้ดุลพินิจจัดจ้างเองแทบทั้งหมด

ยิ่งถ้าดูแง่มุมอื่นของร่าง พ.ร.บ.นี้ ก็จะเห็นเค้าโครงการบริหารปิโตรเลียมที่ไม่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศ แม้คำว่า “ภาคประชาชน” จะปรากฏตามที่ต่างๆ