วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทบทวนแฟชั่น “ผ่าท้อง” แทนคลอดลูก

ทบทวนแฟชั่น “ผ่าท้อง” แทนคลอดลูก

หนึ่งปัญหาหนักอกขององค์การสาธารณสุขระดับโลก ในปัจจุบันก็คือ การผ่าตัดเอาทารกออกจากมดลูก

 แทนการคลอดตามธรรมชาติ ในเมืองจีนนั้นประมาณร้อยละ 50 ของเด็กที่เกิดในแต่ละปี ใช้วิธีผ่าตัด บ้านเราก็มีสถิติที่ไม่ห่างนัก คืออยู่ประมาณร้อยละ 40 เช่นเดียวกับอินเดีย กระแสความนิยมที่กำลังมาแรงเช่นนี้ มีอันตรายแฝงที่พ่อแม่ไม่รู้อยู่หลายประการ

การผ่าตัดเช่นนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Caesarean section หรือเรียกย่อๆ ว่า C-sections เคยมีความเชื่อว่า เหตุที่เรียกการผ่าตัดเอาทารกออกมาจากครรภ์แม่เช่นนี้ ก็เพราะ Gaius Julius Caesar รัฐบุรุษและนักรบเอกสมัยโรมัน (มีชีวิตอยู่ประมาณ 500 ปี หลังพระพุทธเจ้า) ออกมาสู่โลกด้วยวิธีนี้ ความเข้าใจนี้ผิดเพราะแม่ของเขาคือ Aurelia ก็ยังมีชีวิตอยู่หลัง Caesar เกิด ในสมัยนั้นเด็กที่เกิดวิธีนี้ได้ ก็เพราะแม่เพิ่งตายจึงรีบผ่าเอาลูกออกมา

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ชื่อการผ่าตัดน่าจะมาจากบรรพบุรุษของเขา ซึ่งมีชื่อเดียวกับผู้เกิดมาด้วยการผ่าตัด ที่จริงในประวัติศาสตร์ของจีนและอินเดีย ก็มีการกล่าวถึงการเกิดของทารกด้วยการผ่าตัด จากแม่ที่กำลังจะตายหรือเพิ่งตาย (ชาวโรมันห้ามฝังแม่ที่มีครรภ์ อาจเกรงว่าจะเป็นการฆ่าทารกโดยไม่ตั้งใจก็เป็นได้)

C-sections พัฒนามาเรื่อยอย่างช้าๆ แม้แต่ใน ค.ศ.1865 การผ่าตัดเช่นนี้ ในอังกฤษแม่ยังตายร้อยละ 85 เพิ่งจะมาปลอดภัยบ้างก็ประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1917) ปัจจุบัน C-sections เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

อย่างไรก็ดี สถิติ C-sections ของประเทศพัฒนาแล้ว ก็มิได้ให้ความอุ่นใจนักเมื่อเปรียบเทียบกับการคลอดแบบธรรมชาติ ในกรณีของครรภ์ปกติที่มีความเสี่ยงต่ำ อัตราการตายของ C-sections คือ 13 ต่อ 100,000 รายของการคลอด ในขณะที่ตัวเลขเดียวกันของการคลอดแบบธรรมชาติคือ 3.5 ต่อ 100,000

อันตรายของ C-sections ที่เห็นกันชัดเจนก็คือ ปัญหาจากการวางยาสลบ ติดเชื้อหลังผ่าตัด แผลปริ เสียเลือดขนาดหนัก มีปัญหากับการท้องต่อมา ฯลฯ งานวิจัยตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบันหลายชิ้นพบผลเสียที่มองไม่เห็นทันทีของ C-sections หลายประการดังต่อไปนี้

(1) C-sections เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กล่าวคือเมื่อแม่ต้องถูกเย็บแผลทันทีและใช้เวลาพักฟื้น การสัมผัสทันทีระหว่างแม่กับลูกหลังเกิดก็ขาดไป ไม่เหมือนกับการคลอดธรรมชาติ ซึ่งลูกต้องต่อสู้ผ่านช่องคลอด เกิดการสัมผัสรัดรึงกับลูกจนคลอดออกมา

(2) การคลอดปกติทำให้ทารกมีโอกาสได้รับสิ่งที่เรียกว่า microbiota ของแม่ (เป็น microorganism หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก ที่อยู่ร่วมในร่างกายมนุษย์ เช่น แบคทีเรียในกระเพาะ ที่ช่วยย่อยอาหาร) มากกว่าซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องสุขภาพของทารกในเวลาต่อไป

(3) หากทารกขาด microbiota จากแม่ อาจทำให้สิ่งที่เรียกว่า bifido bacteria probiotics ซึ่งอยู่ในลำไส้ของทารกเติบโตไม่เต็มที่ ซึ่งมีผลทำให้ไม่สามารถย่อยสลายสารอาหารที่อยู่ในนมแม่ได้อย่างเต็มที่ ในบางกรณีอาจนำไปสู่การขาดสารอาหารที่รุนแรง และทำให้การเจริญเติบโตสะดุดหยุดชะงักได้ ทารกลักษณะนี้เมื่อโตขึ้น มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคเบาหวาน

งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า C-sections ซึ่งเป็นสิ่งที่ไปกระทบ microbiota ที่ทารกมีมาแต่แรกอาจทำให้เกิดการปรับระบบภูมิคุ้มกันของทารกไปในด้านลบ จนอาจทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดเมื่อโตขึ้นได้ หรือแม้แต่ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ในการเป็นเบาหวานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (โรคเบาหวาน Type 1)

งานศึกษาล่าสุดพบว่า การมีอัตรา C-sections สูงถึงประมาณครึ่งหนึ่งของการเกิดของเด็กจีน เกี่ยวพันกับการพุ่งสูงขึ้นของโรคเบาหวาน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กของเด็กในประเทศนี้ ในเซี่ยงไฮ้มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานตั้งแต่ยังเป็นเด็กเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.2 ต่อปี ระหว่างปี 1997 ถึง 2011 และคาดว่าอัตรานี้จะเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัวระหว่างปี 2016 ถึง 2020

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าคนที่มี microbiota ในลำไส้เปลี่ยนแปลง (ลดลง) มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเมื่อเป็นผู้ใหญ่ งานศึกษาเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นว่า C-sections ซึ่งเกิดขึ้นมากมายในจีนตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา อาจเป็นตัวจุดประกายให้เกิดโรคเบาหวานอย่างดาษดื่น ในหมู่พลเมืองจีนในอนาคต

การเกิดกระแส C-sections ในจีนมาจากหลายสาเหตุ

(ก) เมื่อร่ำรวยขึ้นก็ไม่อยากเจ็บปวดจากการคลอดลูก อีกทั้งสามารถเข้าถึงบริการแพทย์ได้สะดวกขึ้น หมอตำแยและพยาบาลผดุงครรภ์ในจีน จึงหมดอาชีพ แม่หญิงทั้งหลายต่างคลอดลูกที่โรงพยาบาล ซึ่งทำให้การเลือก C-sections เป็นไปอย่างสะดวก

(ข) โรงพยาบาลถูกบังคับให้เก็บค่าธรรมเนียมจากการคลอดธรรมชาติ เพียงครึ่งเดียวของ C-sections และการคลอดธรรมชาติมีต้นทุนสูงกว่า ดังนั้น หมอจึงมักสนับสนุนให้เลือก C-sections เพื่อประโยชน์ด้านรายได้ของโรงพยาบาล

(ค) เกิดความสะดวกสำหรับแม่และแพทย์ โดยแพทย์ไม่ต้องรอให้เจ็บท้องเต็ม ที่หรือต้องถูกตามตัวไม่เป็นเวล่ำเวลา ส่วนแม่ก็สามารถวางแผนชีวิตได้คล่องตัวขึ้น

(ง) สามารถเลือกวันเวลาที่ลูกเกิดได้ตามโหราศาสตร์ (คนจีนชอบที่จะให้คลอดก่อน 1 กันยายน ซึ่งเป็นวันโรงเรียนเปิดเพื่อให้ลูกได้เรียนเร็วขึ้น)

นอกจากนี้ นโยบาย “ลูกคนเดียว” ของภาครัฐจีน ทำให้ผู้หญิงไม่กังวลกับท้องต่อไป ว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่หลังจากทำ C-sections ไปแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้มีทางโน้มสู่ C-sections กันมากขึ้นทุกที จนเป็นอัตราสูงสุดในโลก

ในบ้านเราซึ่งมีอัตรา C-sections ใกล้เคียงกับอินเดียคือ กว่าร้อยละ 40 (ในอินเดียมีอัตรา C-sections ถึงร้อยละ 58 ในรัฐ Tamil Nadu ทางตอนใต้ของประเทศ) ก็มีเหตุผลไม่ต่างจากคนจีนและอินเดีย เหตุผลทางวัฒนธรรมในเรื่องฤกษ์ยาม มีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยในหลายครอบครัว จนทำให้ C-sections เป็นคำตอบ (“ดวงบังคับเกิด” แทน “ดวงเกิด”) เช่นเดียวกับเหตุผลในเรื่องความสามารถในการควบคุมด้านเวลา แรงสนับสนุนจากแพทย์ผู้ทำคลอด ความสะดวกของทุกฝ่าย จนกระทั่งอาจมองข้ามเรื่องความเสี่ยง และผลเสียที่อาจเกิดตามมา

WHO พยายามบอกว่าC-sections เป็นทางเลือกที่พิเศษเมื่อการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติเกิดปัญหา เช่น ตำแหน่งของทารกทำให้คลอดได้ยากมาก มีการกีดขวางการเคลื่อนตัวของทารก หัวใจและความดันโลหิตของแม่และ/หรือทารก อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง แม่มีปัญหาสุขภาพและหมดแรงเบ่ง ฯลฯ

แฟชั่นการคลอด C-sections แพร่กระจายไปเกือบทั้งโลกในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา จากอัตราไม่เกินร้อยละ 8 ก่อนหน้านั้น (ในทศวรรษ 1970 คนจีนน้อยคนมากที่รู้จัก C-sections) ได้กลายเป็นกว่าร้อยละ 30 ในประเทศส่วนใหญ่ ความกินดีอยู่ดีทำให้ความเจ็บปวดจากการเป็นแม่เป็นเรื่องน่ากลัว และเมื่อสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่รีรอ อีกทั้งธุรกิจแพทย์ก็พร้อมที่จะรับมือ

ในสังคมไทยปัจจุบัน C-sections ได้กลายเป็นแฟชั่นของคนรุ่นใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่ตกเทรนด์และมีเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแม่ในกรุงเทพกรุงเทพมหานคร คุณแม่เหล่านี้อาจไม่มีข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับผลเสียที่มีต่อทารกและตนเองอย่างเพียงพอ

ถ้าผมเป็นทารกคงจะน้อยใจมากหากมีแม่ที่ชื่นชม C-sections ตามแฟชั่น โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อสุขภาพของผมเมื่อโตขึ้น อย่าลืมว่าเมื่อแม่เป็นคนนำผมมาสู่โลก แม่ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตผมอย่างรอบคอบที่สุดด้วยนะครับ