วันที่ 21-22 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมงาน Stockholm Internet Forum ย่อว่า SIF
(http://www.stockholminternetforum.se/) ณ กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
งานนี้จัดโดย SIDA องค์กรพัฒนาภาครัฐของสวีเดน วัตถุประสงค์ของงานตรงกับสโลแกน “Internet Freedom for Global Development” เชื้อเชิญคนจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ดำเนินนโยบาย นักพัฒนา นักสิทธิมนุษยชน ผู้เชี่ยวชาญไอที บริษัทโทรคมนาคม บริษัทอินเทอร์เน็ต คนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ มาหารืออภิปรายกันว่า อินเทอร์เน็ตที่ “เสรี เปิด และปลอดภัย” จะส่งเสริมการพิทักษ์สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาทั่วโลกได้อย่างไร ปีนี้ผู้จัดกล่าวว่าเน้นประเด็นเรื่องเพศ จึงพยายามเชิญผู้หญิงมาร่วมมากเป็นประวัติการณ์
วงอภิปรายในงานทุกวงล้วนแต่น่าสนใจ และหยิบประเด็นร้อนที่ล้วนแต่อยู่ ณ “พรมแดน” ความรู้ความเข้าใจของเรา เกี่ยวกับผลกระทบและศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในมิติต่างๆ ส่วนรูปแบบก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่การกล่าวสุนทรพจน์ วงเสวนาบนเวที วงคุยย่อย วงเสวนาปัจจุบันทันด่วนตามความสนใจ (unConference) ฯลฯ
วันนี้ผู้เขียนอยากสรุปประเด็นน่าสนใจบางประเด็น ที่ได้ฟังในงาน SIF มาเล่าสู่กันฟัง ในสังคมที่วิวาทะว่าด้วยอินเทอร์เน็ต เศรษฐกิจดิจิทัล หรือสังคมดิจิทัลโดยรวมยังไม่รอบด้าน และยังไม่มองการณ์ไกล
ว่าด้วยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม (equal access)
ผู้ร่วมเสวนาทุกคนดูจะเห็นตรงกันว่า วันนี้รัฐบาลทุกประเทศควรรับประกันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชน เพราะโลกออนไลน์เป็นทั้งเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งรองรับสนับสนุนการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น สิทธิการแสดงออก สิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ
วันนี้คนที่เข้าอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ เข้าจากมือถือเป็นหลัก สัญญาณ 2G ครอบคลุมประชากรกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ทั้งโลก ส่วน 3G ครอบคลุมราว 70 เปอร์เซ็นต์
ผู้เข้าร่วมจากองค์กรพัฒนาเอกชนบางท่านเสนอว่า “จุดคานงัด” สำคัญคือ การเรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศรับประกันว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็น “สิทธิ” ของประชาชน และเป็น “สิทธิมนุษยชน” ที่รัฐต้องคุ้มครอง
อย่างไรก็ดี ผู้เข้าร่วมหลายคนค้านว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ใช่และไม่ควรถูกจัดให้เป็น “สิทธิมนุษยชน” เพราะสิทธิมนุษยชนนั้นถูกระบุชัดเจนแล้วในปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อินเทอร์เน็ตเพียงแต่เป็นเวทีหรือเครื่องมือที่เอื้อให้เราได้ใช้สิทธิเหล่านั้น
ผู้เข้าร่วมจากตะวันออกกลางท่านหนึ่งกล่าวว่า การเรียกอินเทอร์เน็ตว่าเป็นสิทธิมนุษยชน อาจ “อันตราย” ด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลประเทศเผด็จการอย่างอิหร่าน อาจประกาศง่ายๆ ว่า “ดูสิ ประชาชนทุกคนในประเทศเราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้วนะ” แต่เป็นอินเทอร์เน็ตที่รัฐเซนเซอร์ และควบคุมอย่างเคร่งครัด ในโลกจริงยังละเมิดสิทธิประชาชนอย่างกว้างขวาง
ด้วยเหตุนี้ การดูแต่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเดียวจึงไม่พอ เราต้องถามด้วยว่า ประชาชนได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ต “แบบไหน” และเราต้องมองต่อไปด้วยว่า จะเน้นเพียง “ความสามารถ” (ในการเข้าถึงโลกออนไลน์) ไม่ได้ แต่ต้องสร้าง “ศักยภาพ” ของประชาชนในการใช้อินเทอร์เน็ต (รวมถึงการรู้เท่าทันรัฐ ฯลฯ) ด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มต้นนานก่อนจุดที่เปิดจอเข้าเน็ต เช่น ในสถานศึกษา ฯลฯ
ส่วน “วิธีการ” ที่รัฐจะรับประกันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีหลายทางเลือกด้วยกัน บางท่านชี้ว่าควรปล่อยเป็นเรื่องของกลไกตลาด ให้เอกชนนำ เพราะรัฐด้อยประสิทธิภาพกว่า อย่างเช่นโมเดลของอเมริกา อีกบางท่านชี้ว่าโมเดลที่ให้รัฐเป็นผู้ผลักดันหลัก เอกชนเดินตาม ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ดังตัวอย่างเกาหลีใต้ซึ่งทำสำเร็จมาแล้ว
วันนี้มีโครงการส่งเสริมการขยายการเข้าถึงเน็ตจำนวนมาก ที่น่าสนใจมีอาทิ Alliance for Affordable Internet (http://a4ai.org/) และ Internet.org (https://internet.orgวันนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Free Basics) โครงการหลังเป็นของยักษ์ใหญ่เฟซบุ๊ค (Facebook) ซึ่งถูกหลายฝ่ายโจมตีว่าจะเพิ่มอำนาจผูกขาดให้เฟซบุ๊คและละเมิดหลัก “ความเป็นกลางทางเน็ต” (net neutrality)
ผู้เขียนมองว่าการถกเถียงเรื่องนี้ สุดท้ายขึ้นอยู่กับคำถาม “อินเทอร์เน็ตเป็น ‘สินค้าสาธารณะ' (public good) หรือไม่?” ถ้าคำตอบต่างกันก็น่าจะมองต่างมุมกันด้วย
ผู้เขียนจะเขียนถึงโครงการเหล่านี้และข้อถกเถียงเรื่อง net neutrality ในโอกาสต่อไป
ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน การพัฒนา และความเป็นส่วนตัวออนไลน์
ผู้เข้าร่วมหลายคนเสนอว่า โจทย์ใหญ่วันนี้คือ จะทำอย่างไรให้องค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานพัฒนา และสถาบันการเงิน บรรจุประเด็นสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและความเป็นส่วนตัว เข้าไปในนโยบายพัฒนาภาคไอซีทีของแต่ละหน่วยงาน เช่น สินเชื่อที่ธนาคารโลกปล่อยกู้ให้กับโครงการขยายบรอดแบนด์ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสร้างหลักประกันว่า ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากโครงการนั้นจริงๆ (ไม่ใช่กลายเป็นการเปิดช่องให้รัฐละเมิดสิทธิมากขึ้น เช่น ใช้เครื่องมือสอดแนมทุกคนออนไลน์ หรือจับกุมคนคิดต่าง
วันนี้ธนาคารโลกยังไม่บรรจุเรื่องสิทธิมนุษยชน ไว้ในนโยบายการปล่อยสินเชื่อขององค์กร Human Rights Watch เสนอว่าธนาคารโลกควรประเมินความเสี่ยงต่อเสรีภาพการแสดงออก ความเป็นส่วนตัว และสิทธิมนุษยชนพื้นฐานข้ออื่นๆ ก่อนที่จะอนุมัติโครงการที่มีไอซีทีเป็นส่วนประกอบ และยกประเด็นกังวลขึ้นมาหารือกับรัฐบาลของประเทศลูกหนี้
ผู้เข้าร่วมบางท่านเสนอว่า คำถามใหญ่คือ “ปทัสถาน” หรือค่านิยมของอินเทอร์เน็ตคืออะไร เราอยากให้มันปลอดภัยมากขึ้นหรือน้อยลง? คนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะถูกรัฐบาลเผด็จการคุกคามอยู่แล้ว ควรได้รับการปกป้องคุ้มครองมากขึ้น ในแง่นี้การเข้ารหัส (encryption) และความเป็นนิรนาม (anonymity) เป็นเครื่องมือสำคัญของนักสิทธิและประชาชนทุกคน เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองสองสิ่งนี้
ตัวแทนจาก Global Network Initiative (GNI) แนวร่วมของภาคเอกชนเสนอว่า เราต้องมีกฎหมายที่ดีกว่านี้ เช่น วันนี้ยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่นิยาม “หัวรุนแรง” (extremist) หรือ “ก่อการร้าย” (terrorist) อย่างชัดเจน รัฐบาลหลายประเทศจึงตีความเข้าข้างตัวเองเพื่อจำคุกนักข่าว และประชาชนที่คิดต่างจากรัฐ
ผู้เข้าร่วมจาก Privacy International เสริมว่า ความยุ่งยากส่วนหนึ่งเกิดจากการที่หลายธุรกิจ ยังไม่ได้มาร่วมวง เช่น บริษัทโทรคมนาคมวันนี้หลายบริษัท มาร่วมถกเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น แต่บริษัทที่ขายอุปกรณ์สอดแนมให้รัฐยังไม่แยแส
แฟรงค์ ลารู (Frank LaRue) ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน กับโลกออนไลน์ชั้นแนวหน้าของโลก กล่าวสุนทรพจน์ปิดงานอย่างน่าคิด ความบางตอนว่า
“วันนี้สิทธิมนุษยชนทั่วโลกถูกคุกคาม แต่มันมีอยู่จริง และเป็นสิ่งเดียวที่หลอมรวมมนุษย์ทั้งมวลให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ...บางคนอ้างว่า เสรีภาพการแสดงออกนั้น ขัดแย้งกับการรักษาความมั่นคงของชาติ แต่ความจริง...ไม่ขัดแย้งกันเลย ถ้าหากรัฐกำหนดขั้นตอนการสอดแนมที่ยุติธรรม ชัดเจน โปร่งใส ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานคนละองค์กรกับองค์กรที่ทำหน้าที่สอดแนม และมีกลไกตรวจสอบดูแล
“เสรีภาพการแสดงออกนั้นสำคัญเสมอ เพราะถ้าหากเราไม่รักษามันไว้ สุดท้ายเราก็จะลงเอยด้วยระบอบเผด็จการ”






