วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องสอดคล้องการ‘ปฏิรูปประเทศ’

การ“ปฏิรูปการศึกษา” ในยุครัฐมนตรีณรงค์ พิพัฒนาศัย ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐมนตรี ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ

 ดูจะมองเห็นเป็น“รูปธรรม”กว่าหลายหยุคสมัยที่ผ่านมา... เป็นรูปธรรมในด้านที่เห็นว่ามี “ความเปลี่ยนแปลง” เกิดขึ้นอย่างชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง และหลายแนวทางยังคงเป็นเพียงการ“นำร่อง” บางเรื่องยังเป็นแค่ข้อ“ศึกษา” ยังไม่ได้การรันตีว่า“ประสบความสำเร็จ”

000 ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการสร้าง“เด็กไทย”ให้เก่งภาษาอังกฤษ การสร้างหลักสูตรวิชาชีพให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานหรือแม้กระทั่งแนวคิดเรื่อง“ทวิศึกษา”ที่ให้เด็กได้เรียนทั้งวิชาสามัญและสอดแทรกการเรียนสายอาชีพควบคู่กันไปด้วย เพื่อเป็นทางเลือกในการเรียนต่อ...หรือจะหางานทำงานก็ได้ รวมไปถึง“ล่าสุด”นโยบาย“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”ที่เพิ่งเดินหน้านำร่องใน 4,100 โรงเรียนทั่วประเทศ...

000 นอกจากนี้ยังมี“แผน”ที่จะปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหญ่... เป็นการเปลี่ยนแปลงจากข้อเสนอของ “ซูเปอร์บอร์ด” ที่บางคนมองว่าเป็นการ “ถอยหลังเข้าคลอง”

000 จากปัจจุบันที่มีการบริหารงานในลักษณะ “5แท่ง” และเป็นกระทรวงเดียวที่มี“ซี11”ถึง 5 คน...แต่ตามโครงสร้างใหม่ที่มีการร่างกันไว้ จะเป็นไปในรูปแบบที่เรียกว่าซิงเกิลคอมมาน (single command) ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้สั่งการเพียงคนเดียว และองค์กรหลักที่เหลือจะมีฐานะเป็นกรมเท่านั้น เป็นไปตามแนวทางของพล.อ.ดาว์พงษ์ ที่ว่าการทำงานจำเป็นจะต้องมี“ซีอีโอ” 

000 รูปแบบใหม่นี้เป็นการย้อนกลับไปเหมือนเมื่อครั้งก่อนมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 2546 ตามเงื่อนไขของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ... ที่ต่อจากนี้จะต้องเดินไปสู่ขั้นตอนการแก้กฎหมาย รวมไปถึงกำหนดรายละเอียดไว้ในบทเฉพาะกาลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

000 แต่ก็ไม่ใช่จะเกิดขึ้นในทันทีทันใด อย่างน้อยก็ต้องคิดให้ได้ก่อนว่าจะเอาซี11 อีก 4 แท่งไปไว้ที่ไหน และต้องคิดต่อไปว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในขณะที่กำลังเร่งเดินหน้าหลายนโยบาย... จะทำให้งานยิ่งติดขัดล่าช้าหรือไม่ ซึ่งยังไม่รวมถึงขวัญและกำลังใจของข้าราชการ ที่เสมือนว่าเส้นทางเติบโตดู“ตีบตัน”ยิ่งกว่าเก่า

000 เรื่องนี้อาจจะเหมือนกับแนวคิดโยกสภาการศึกษา (สกศ.) ไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้ชื่อใหม่ว่าสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ที่มีการกำหนดโครงสร้างให้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เสนอกันมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ก็ยัง“ไม่ไปไหน”

000 ขณะที่“เสียงส่วนใหญ่”ก็ยังไม่ได้ขานรับเสียทีเดียว ในกระทรวงเองก็ยังมีความเห็นเป็น 2 ด้านสุดแท้แต่ว่าใครจะได้หรือเสียประโยชน์อย่างไร ขณะที่ “นักวิชาการ” บางราย ก็ไม่เห็นด้วยและมองว่าเป็นการ“สวนทาง”กับแนวคิดในการปฏิรูประเทศ

000 เพราะแม้ว่าการปรับโครงสร้างจะทำให้เกิด“เอกภาพในการบังคับบัญชา” แต่ในขณะที่การ“ปฏิรูปประเทศ” จะต้องเน้นการกระจายอำนาจลงไปสู่เขตพื้นที่ จังหวัด การออกแบบการบริหารเช่นนี้จึงเป็นความ“ขัดแย้ง”กันอย่างชัดเจน และจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปถึงการสร้างความหลากหลายที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละพื้นที่

000 เรื่องนี้...ทั้งรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะต้องคิดอย่างรอบคอบ รอบด้าน และที่สำคัญควรจะต้องเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นด้วย !!!

 ................................

นฤพีร์ เพชรดล [email protected]