วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทำไม ‘ผู้มีอิทธิพล’ จึงยังมี ‘อิทธิพล’ อยู่ในสังคมไทย?

ทำไม ‘ผู้มีอิทธิพล’ จึงยังมี ‘อิทธิพล’ อยู่ในสังคมไทย?

ข่าวบอกว่า นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้มงวด กวดขัน

 ป้องกันไม่ให้มี “อิทธิพลในท้องถิ่น” ภายใน 6 เดือน

โฆษกรัฐบาลบอกว่านี่เป็นมติของคณะรัฐมนตรีทีเดียว โดยเป็นคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทย กลาโหม คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือ สตช.ให้ทำงานบูรณาการภายใต้การกำกับของรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

คำสั่งนี้บอกด้วยว่า อิทธิพลท้องถิ่น ที่ว่านี้ต้องหมดไปภายใน 6 เดือน “ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ทหาร ตำรวจหรือข้าราชการ” จะมีอิทธิพลท้องถิ่นไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาวุธสงคราม เช่นข่าวยิงกราดลูกหนี้

นายกฯฝากโฆษกรัฐบาลมาบอกว่า “ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลัง ก็คงไม่มีสิ่งเหล่านี้”

คำว่า “อิทธิพล” ในสังคมไทยเป็นคำที่แปลกพอสมควร เพราะเมื่อมีใครเอ่ยคำว่า ผู้มีอิทธิพลผู้คนจะเข้าใจไปว่าเขาหรือเธอคนนั้น สามารถทำอะไรที่ผิดกฎหมายโดยที่จะไม่มีใครไปแตะต้องได้

ในสังคมที่ยอมรับคำว่า “อิทธิพล” ก็เท่ากับยอมรับว่ามีคนจำนวนหนึ่งอยู่เหนือกฎหมาย โดยที่เกือบจะไม่มีใครถามว่าทำไมคนเหล่านี้จึงทำได้อย่างที่ทำอยู่

คำว่า “ผู้มีอิทธิพล” ยังแบ่งเป็นระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งก็ย่อมแปลว่า “อิทธิพล” มีหลายระดับ แต่ละระดับก็มีผู้ที่เกี่ยวข้องที่แตกต่างกันไป ที่แน่ ๆ ก็คือว่าเมื่อใครได้ชื่อว่ามีอิทธิพลแล้ว ก็จะสามารถทำสิ่งที่คนอื่นในสังคมทำไม่ได้

และเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าคนมีอิทธิพลที่ว่านี้ จะต้องมีตำแหน่งแห่งหนที่ทำให้ทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้นั่นคือเป็นนักการเมือง (ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ) หรือเป็นข้าราชการหรือเป็นคนใน “เครื่องแบบ” ซึ่งอาจจะเป็นทหารหรือตำรวจหรือใครก็ตามที่มีสิทธิสวมเครื่องแบบได้

ถ้าผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มี คนหนุนหลังก็มีคำถามว่าใครหนุนหลังคนหนุนหลังเหล่านั้น?

ถ้าฟังจากโฆษกรัฐบาล คณะรัฐมนตรีที่มีมติออกมาอย่างนี้ก็คงจะพอรู้ว่าใครคือ “ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น” เพราะระบุด้วยว่าใครสามารถใช้อาวุธสงครามมากราดยิงคนที่เป็นลูกหนี้ได้ก็เข้าข่ายที่จะต้องเป็นเป้าของการจัดการภายใน 6 เดือน

แต่ชาวบ้านย่อมจะรู้ดีว่า “ผู้มีอิทธิพล” ที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ที่เกี่ยวกับการสามารถมีอาวุธสงครามในครอบครอง แต่มาในทุกรูปแบบที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มีชีวิตอยู่ด้วยการคาดหวังว่าคนที่มีตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นคนให้บริการรับใช้ชาวบ้านมากกว่าที่จะใช้ “เครื่องแบบ” หรือตำแหน่งแห่งหนนั้นมาเอารัดเอาเปรียบหรือรังแกประชาชนอย่างที่เห็นกัน

ปัญหาของการปราบ ผู้มีอิทธิพลที่ผ่านมาคือชาวบ้านไม่กล้าร้องเรียน ไม่อยากจะมีเรื่องกับคนที่สามารถข่มขู่คุกคาม จึงปล่อยเลยตามเลย ยกเว้นเสียแต่ว่าผู้มีอิทธิพลที่ว่านี้จะกระทำการที่ทำให้ชาวบ้านถึงจุดที่ “สุดทน” จึงทำให้เห็นการรวมตัว ต่อต้านและร้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

“ผู้มีอิทธิพล” เหล่านี้เกิดไม่ได้หากระบบ “คุณธรรม” อยู่เหนือ “อธรรม” และนั่นย่อมหมายถึงการเปิดกว้างให้ประชาชนในท้องถิ่น มีสิทธิมีเสียงในการนำเสนอสิ่งที่ “ไม่ชอบมาพากล” ในชุมชนของตนโดยได้รับการปกป้องดูแลจาก “ผู้มีความรับผิดชอบ”

เพราะในระบอบสังคมที่ยึดเอาความถูกต้องเป็นธรรมเป็นหลักนั้น ผู้มีอิทธิพลสูงสุดจะต้องเป็นเจ้าของประเทศคือชาวบ้านทุกชุมชนนั่นเอง