วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เผชิญประวัติศาสตร์อันปวดร้าว สู่อนาคตที่รุ่งเรือง

พาดหัวหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นเช้าวันจันทร์ (เมื่อวาน) จะเป็นประเด็นไหนไม่ได้

 นอกจากการจับมือของผู้นำจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ที่กรุงโซลเมื่อวันอาทิตย์.. เป็นการพบปะสามผู้นำผู้ยิ่งใหญ่เอเชียครั้งแรกใน 3 ปีครึ่ง...ปีหน้านัดกันที่โตเกียว...

“เผชิญความจริงของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะปวดร้าวเพียงใดเพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างมีความหวัง” คือคำประกาศจากประธานาธิบดีหญิงเกาหลีใต้ ปักกวนเฮ หลังปิดประตูคุยกับนายกฯ หลี่เค่อเฉียง ของจีนและนายกฯ ชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น

เป็นถ้อยประโยคหนักแน่นชัดเจนในแถลงการณ์ร่วมสามฝ่ายอย่างชัดเจน

ผมนั่งเขียนคอลัมน์อยู่ที่โอซาก้า ติดตามข่าวนี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะอยากเห็นสามชาติใหญ่ของเอเชีย ที่มีเศรษฐกิจรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 20% ของทั้งโลกสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพราะศักยภาพรวมของทั้งสามชาตินี้ สามารถช่วยยกระดับความเป็นอยู่ขอคนเอเชียและทั้งโลกได้อย่างสบาย

“เราสนทนากันอย่างเปิดใจกว้าง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา...” ผู้นำทั้งสามบอกนักข่าวหลังคุยกันสามฝ่ายหลายชั่วโมง

แต่เพราะประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดและปัจจุบันที่ซับซ้อน ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จึงเป็นพันธมิตรกับสหรัฐเพื่อคานอำนาจของจีน แทนที่ทั้งสามประเทศจะผนึกกำลัง เพื่อต่อรองกับมหาอำนาจอย่างอเมริกาหรือยุโรป

หรือการเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด ทำให้ต้องมีเรื่องระหองระแหงเพราะแก่งแย่งผลประโยชน์ จากการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนที่ทับซ้อน ทำให้เกิดภาวะของการแบ่งค่ายแบ่งสีกันอย่างต่อเนื่อง?

จนกลายเป็นการเผชิญหน้าสามเส้าที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายลง

ตรงข้าม เมื่อมะกันมีฐานทัพในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และกำลังจะแผ่ขยายอิทธิพลทางทะเลเข้ามาในเอเชียด้วยนโยบาย “ปักหมุดเอเชีย” อีกทั้งยังส่งเรือพิฆาตเข้ามาลาดตระเวน เฉียดจมูกมังกรยักษ์ในทะเลจีนใต้ อุณหภูมิการเมืองก็ยิ่งร้อนระอุขึ้น

แต่ผมก็ไม่สิ้นหวังเสียเลยทีเดียว เพราะหากคิดว่าความตึงเครียดของสามยักษ์เอเชียจะไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง ก็แปลว่าผมยอมรับว่าสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความหวังของผมอยู่ที่เห็นสามผู้นำจับมือ นั่งลงแลกเปลี่ยนประเด็นขัดแย้งกันอย่างตรงไปตรงมา และใช้ท่าที “สงวนจุดต่าง แสวงจุดร่วม” อีกทั้งยังนัดหมายที่ฟื้นการประชุมประจำปีอีกรอบหนึ่ง

แค่สามผู้นำยินดีพบกันที่เมืองหลวงเกาหลีใต้ เมื่อวันวันอาทิตย์ก็เป็นสัญญาณบวกที่น่าลุ้นกว่าบรรยากาศเครียด ๆ ก่อนหน้านี้แล้ว

“จุดร่วม” ที่สามชาติเห็นพ้องกันคือการพยายามฟื้นการเจรจาหกฝ่ายว่าด้วยเรื่องเกาหลีเหนือ เร่งการเจรจาหาข้อตกลงเรื่องการค้าเสรีระหว่างสามชาติ กระตุ้นการไปมาหาสู่ของประชาชนของทั้งสามประเทศ การร่วมมือพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นต้น

ผมวาดภาพสามชาตินี้พูดจากันรู้เรื่องมากขึ้น และโยงการค้าการลงทุนและการสร้างนวัตกรรมกับอาเซียน รวมถึงไทยด้วยอย่างสันติและสร้างสรรค์ อนาคตของคนเอเชียทั้งหมดจะสวยสดงดงามเพียงใด

อย่างน้อยคนรุ่นใหม่ของเอเชียก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องความกล้าหาญทางการเมือง และวิสัยทัศน์ของผู้นำทั้งสามประเทศ ให้ฝ่าข้ามประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครแก้ไขอะไรได้

และหันมาประสานมือสร้างอนาคต เพื่อคนเกือบสองพันล้านคนในภูมิภาคนี้อย่างทุ่มเทจริงจัง

นี่ย่อมไม่ใช่การเรียกร้องเกินเหตุเกินผลของคนรุ่นนี้ต่อคนรุ่นก่อนแต่ประการใด