วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเรียกค่าเสียหายคดีจำนำข้าว

ในการฟ้องคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์หรือพนักงานอัยการเป็นโจทก์

 อาจมีการฟ้องคดีแพ่งเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญา ควบคู่ไปด้วยก็ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เรียกคดีเช่นนี้ว่า คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยอาจฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา โดยฟ้องคดีแพ่งพร้อมกับคดีอาญาก็ได้ หรือแยกไปฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งก็ได้

ผลของการเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีผลทางกฎหมายตามมาหลายประการ ที่สำคัญคือ ในการฟ้องคดีอาญา ถ้ามีการฟ้องเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย มาตรา 46 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า “การพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา” ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ได้ฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา หรือที่แยกฟ้องโดยฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

ดังนั้น ก่อนที่จะมีคำพิพากษาคดีแพ่ง ศาลจึงต้องรอผลการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาก่อนว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แล้วจึงจะพิพากษาไปตามรูปคดี แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามว่า ถ้าคดีอาญายังพิจารณาไม่เสร็จจะฟ้องคดีแพ่งไม่ได้ โจทก์จึงสามารถยื่นฟ้องคดีแพ่งได้ แม้การพิจารณาคดีอาญายังไม่เสร็จ เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้ให้คำนิยามหรือความหมายของคดีแพ่ง ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้ แต่ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาวินิจฉัยให้ความหมายของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไว้หลายคดี ว่า หมายถึงคดีที่มีมูลมาจากการกระทำ ความผิดทางอาญา หรือความรับผิดในทางแพ่งเกิดขึ้นจากผลของการกระทำความผิด ทางอาญาโดยตรง ซึ่งอาจถือเป็นบรรทัดฐานได้

ในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ อันถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ อันจะต้องถูกเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฐานทำละเมิดด้วยนั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539  ซึ่งต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้น เพื่อสอบหาผู้รับผิดและจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อสอบสวนแล้วผลที่สุดทราบตัวเจ้าหน้าที่ และจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดทดแทนแล้ว จะดำเนินการออกคำสั่งทางปกครอง ให้ผู้นั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากเพิกเฉยก็ใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึด หรืออายัดทรัพย์ออกขายทอดตลาดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อไป ผู้ที่ถูกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สามารถฟ้องต่อศาลปกครองให้พิจารณาพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้

การที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และถูกเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน เช่น กรณีรับจำนำข้าวและขายข้าวจีทูจีที่ไม่เป็นความจริง แม้ความรับผิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะเกิดจากการกระทำความผิดทางอาญาโดยตรง เข้าข่ายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อไม่มีการต้องใช้สิทธิทางศาลฟ้องเป็นคดีแพ่ง จึงไม่เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญา จึงไม่จำเป็นต้องรอผลของคำพิพากษาในคดีอาญาก่อน แต่สามารถดำเนินการไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ไปได้เลย

การพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง มีข้อกฎหมายที่แตกต่างกับการพิจารณาความรับผิดทางอาญาอยู่บางประการ การกระทำที่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาจไม่เป็นความผิดทางอาญาก็ได้ เช่น การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการบางข้อหา ต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาพิเศษ ถ้าปรากฏว่าจำเลยไม่ได้กระทำโดยเจตนา แต่กระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ย่อมไม่มีความผิดทางอาญา แต่ไม่พ้นความรับผิดทางละเมิด ตามที่บัญญัติไว้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็ได้บัญญัติรองรับความแตกต่างของข้อกฎหมายดังกล่าวไว้ในมาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า“คำพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงว่า จำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่”