กระแสคาดหมายของบรรดานักลงทุน และนักวิเคราะห์ในโลก
เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด มีอันพลิกผันอีกครั้ง เมื่อแถลงการณ์ประกอบการตัดสินใจ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 0-0.25% ระบุว่าการตัดสินว่าเป็นการเหมาะสมหรือไม่ ที่จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ในการประชุมครั้งหน้านั้น ผู้กำหนดนโยบายจะประเมินความคืบหน้าทั้งที่มีการรายงานออกมาแล้วและตัวเลขคาดหมาย ว่านำไปสู่เป้าหมายของการจ้างงานมากขึ้นและเงินเฟ้อที่ระดับ 2% หรือไม่
แถลงการณ์นี้ทำให้การคาดหมายส่วนใหญ่ ออกไปในทำนองว่าเฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธันวาคม เพราะถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งผู้กำหนดนโยบายชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป ขณะที่บรรดาเทรดเดอร์มองว่ามีความเป็นไปได้ 43% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. เทียบกับก่อนหน้านี้ที่มีความเป็นไปได้เพียง 34% แต่หากยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ก็มีการคาดหมายว่าน่าจะเป็นเดือนมกราคมปีหน้าที่จะเริ่มปรับขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่มองว่าจะเป็นเดือนมีนาคมปีหน้า
แม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐยังไม่แน่นอนว่าจะเริ่มปรับขึ้นเมื่อไร แต่หากพิจารณาเนื้อในของแถลงการณ์แล้ว จะเห็นส่วนดีสำหรับภาพรวมของโลกอันมีสหรัฐเป็นตลาดส่งออกใหญ่ เพราะเฟดระบุว่านับจากการประชุมครั้งก่อนเมื่อเดือนกันยายน ข้อมูลต่างๆ สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังขยายตัวในระดับพอประมาณ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในระดับที่แข็งแกร่ง
นอกจากนั้น เฟดยังไม่ได้แสดงความวิตก เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกเหมือนในการประชุมเมื่อเดือนกันยายน ด้วยการระบุว่าเพียงว่ากำลังติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงินในโลก ซึ่งแตกต่างจากครั้งก่อนที่ระบุว่ามีความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบแง่ลบจากพัฒนาการในโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงเกี่ยวกับจีน และผลกระทบที่ประเทศเหล่านี้อาจได้รับจากการเคลื่อนไหวของสหรัฐ เพราะที่ผ่านมาได้มีกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่จำนวนมาก อีกทั้งสกุลเงินของประเทศเหล่านี้ยังเผชิญแรงกดดัน
ในท่ามกลางความไม่ชัดเจนแต่มีแนวโน้มมากขึ้น ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมนัดหน้านี่เอง ที่ดันให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวก็จะทำให้ค่าเงินของหลายประเทศอ่อนค่าลง ซึ่งมีทั้งผลดีผลเสีย โดยผลเสียนั้นก็อย่างที่สถาบันระดับโลกเคยแสดงความวิตกเกี่ยวกับหนี้สินในสกุลดอลลาร์ของบรรดาภาคธุรกิจในตลาดเกิดใหม่หรือประเทศต่างๆ นั่นเอง อีกทั้งความเป็นไปของการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็อาจทำให้กระแสทุนไหลกลับเข้าไปยังสหรัฐเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
หากเงินทุนเริ่มไหลกลับจริง ก็จะกระทบต่อหลายประเทศ เพราะสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพิ่งเปิดเผยว่า นักลงทุนนำเงินเข้าลงทุนในตลาดเกิดใหม่ 13,900 ล้านดอลลาร์ช่วงเดือนตุลาคม โดยเงินทุนส่วนใหญ่หรือเกือบ 9,000 ล้านดอลลาร์นั้น ไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย สืบเนื่องจากการคาดหมายว่าเฟดจะรอถึงปีหน้ากว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย อันทำให้นักลงทุนหันกลับมาถือครองสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่นั่นเอง








