เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่ง ซึ่งสำหรับผมแล้วถือว่าเป็นข่าวใหญ่มาก
เพราะตรงกับแนวความคิดผมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่เคยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนสนิทมิตรสหาย แต่ยังไม่ได้เสนอต่อสาธารณะ เพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าบ้าหรือเป็นคนขวางโลก แต่ตอนนี้มีโอกาสนำเสนอต่อสาธารณะ เพราะมีผู้ที่คิดเห็นเหมือนกับผมแล้วครับ ข่าวที่ว่านั้นก็คือ ข่าวที่นายริชาร์ด แบรนสัน ผู้บริหารของเวอร์จิน ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของโลกที่ออกมาให้ข่าวว่า UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ที่ไปประชุมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้ ยาเสพติดทุกชนิดในโลกนี้สามารถครอบครองได้โดยถูกกฎหมาย พูดง่ายๆ ก็คือ ยกเลิกโทษทางอาญา (decriminalization) สำหรับยาเสพติดนั่นเอง
ประกอบกับเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “เสรีกัญชากับอนาคตสังคมไทย” ว่า กัญชาควรจะเปิดเสรีหรือไม่ โดยมีหลักการเดียวกันกับที่นายริชาร์ด แบรนสัน ออกมาเปิดเผยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบีบีซีได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า เจ้าหน้าที่ของ UNODC ได้จัดทำข้อเสนอนี้จริง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้ประเทศอื่นๆ ทำตาม
โดยการที่นายริชาร์ด แบรนสัน ออกมาประกาศเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้ UNODC ล้มเลิกแผนการนี้(he feared the UN would have a last minute chang-of-heart) นั่นเอง เขายังบอกว่า คนส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา และผู้ที่ติดยาเสพติดสมควรที่จะได้รับการรักษา ไม่ใช่การถูกจับยัดเข้าไปในคุกตาราง (While the vast majority of recreational drug users never experience any problems, people who struggle with drug addiction deserve access to treatment,not a prison cell)
หลายคนอาจจะงงว่า เหตุใดผมจึงมีความเห็นด้วยกับแนวความคิดเช่นนี้ เหตุก็เนื่องเพราะรัฐต่างๆ ทั่วโลก ใช้งบประมาณมหาศาลแก้ปัญหายาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ปปส.ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ราชทัณฑ์ ฯลฯ แต่ก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ผลมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เพิ่มผู้มีอิทธิพล มาเฟีย อีกทั้งยิ่งเพิ่มโทษสูงขึ้น ยาเสพติดก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ แต่หากมีการทำให้ถูกกฎหมายขึ้น รัฐก็จะสามารถเก็บภาษีเข้ารัฐจากส่วนนี้ได้อย่างมหาศาล เช่น ที่โปรตุเกสก็ทำให้กัญชาเสรี และยังลดโทษทางอาญาของสิ่งเสพติดทุกประเภท ด้วยการลดโทษให้น้อยลง สถิติที่ตามมาคือการเสพลดลง ค่าใช้จ่ายในการปราบปรามลดลง ลดการทุจริตคอร์รัปชันเกี่ยวกับการค้าขายยาเสพติดลงอีกด้วย
อีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจจากสหรัฐอเมริกาก็คือ การทำให้กัญชาไม่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ใน 4 มลรัฐ และ 1 เมือง คือ โคโรลาโด วอชิงตัน อลาสกา โอเรกอน และวอชิงตัน ดี ซี โดยผ่านการทำประชามติของประชาชน แต่ก็มีเงื่อนไขว่า มีไว้ครอบครองได้ไม่เกิน 1 ออนซ์ ปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้น และต้องสูบในที่ส่วนตัวในบ้าน เป็นต้น ส่วนในยุโรปนั้นมีหลายประเทศแล้ว เช่น เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น
กรณีในอดีตที่ผมอยากจะยกมาเปรียบเทียบก็คือ ในสมัยก่อนที่สหรัฐอเมริกามีการห้ามผลิตและจำหน่ายเหล้า จึงมีการลักลอบผลิต “เหล้าเถื่อน” หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า “moonshine”เพราะเป็นการลักลอบผลิตกันตอนกลางคืนภายใต้แสงจันทร์นั่นเอง การมีข้อห้ามเช่นว่า ทำให้เกิดมีขบวนการค้าเหล้าเถื่อนและเกิดเจ้าพ่อขึ้น โดยที่ชิคาโกมีเจ้าพ่อที่โด่งดังมากก็คือ อัล คาโปน ที่ฆ่าคนตายเป็นว่าเล่น แต่พยานหลักฐานไปไม่ถึง สุดท้ายมาจบด้วยการแก้เผ็ดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เอาเขาเข้าคุกด้วยมาตรการทางภาษีที่มีโทษจำคุกด้วย ซึ่งต่อมาเหล้าหรือสุราทั้งหลาย ก็กลายเป็นของถูกกฎหมาย ปัญหาเรื่องการปราบปราม การทุ่มงบประมาณ ฯลฯ จึงหมดไป ทำให้ผมคิดว่ากรณียาเสพติดนี้ก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน
ผมไม่ได้ยุยงส่งเสริมให้คนเสพยาเสพติด เพราะผมเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ไม่ว่าจะเป็น เหล้าเบียร์ หากดื่มมากก็มีโอกาสเป็นโรคติดเหล้า (alcoholic) ตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แต่หากดื่มแต่พอดีก็ทำให้กระชุ่มกระชวย เลือดลมแล่นดี มีความรื่นรมย์ กัญชายาเสพติดก็เช่นเดียวกัน หากทำให้ถูกกฎหมายแล้ว ควบคุมปริมาณการซื้อการเสพมีผลดีต่อจิตประสาท แต่แน่นอนว่าหากเสพจนเกินขนาด ก็มีผลต่อร่างกายและจิตใจเช่นกัน
หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง หากปล่อยให้สถานการณ์การต่อสู้กับยาเสพติด ยังคงเป็นไปในรูปแบบปัจจุบันแล้วไซร้ งบประมาณทุ่มลงไปเท่าไหร่ก็ไม่พอ เรือนจำสร้างเท่าไหร่ก็ไม่พอขัง มีเจ้าพ่อเจ้าแม่เพิ่มขึ้นมากมาย มีการทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นทุกวัน ต่อให้มี ปปช.กี่ชุดๆ ก็ไม่มีทางเอาอยู่
เราคงต้องกลับมาพิจารณากันให้ละเอียดถ่องแท้แล้วละครับว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เราทำๆ กันอยู่นี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา กลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวันๆ
ไม่ลองไม่รู้นะครับ บางปัญหาก็เหมือนกับเส้นผมบังภูเขาซึ่งผมก็เชื่อว่าปัญหายาเสพติดนี้ก็เป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขาเช่นกัน แน่นอนว่าคงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในการถกเถียง หรือการประชุมในคราวเดียว แต่อย่างน้อยก็เป็นการริเริ่มที่จะเปลี่ยนแนวทางซึ่งอาจจะสำเร็จก็ได้ ใครจะรู้ใช่ไหมครับ






