วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ย... มังกรขยับ ใครจะรับลูกต่อ?

ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ บอกว่าหนึ่งในสามประเด็นใหญ่

ที่แบงก์ชาติต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากนี้ไปคือ “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีน”

อีกเรื่องหนึ่งคือธนาคารกลางของสหรัฐ จะปรับลดดอกเบี้ยหรือไม่จากนี้ถึงสิ้นปี

(หัวข้อที่สามคือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ที่มีแนวโน้มจะลดลงอันจะมีผลต่อราคาสินค้าเกษตรของไทย)

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (PBOC: The People’s Bank of China) สร้างความตื่นเต้นพอสมควรด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 25 basis points หรือ 0.25% เหลือ 4.35% โดยมีผลวันต่อมาคือวันเสาร์ที่ 24 ต.ค.

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากก็ลดลงมาในจำนวนเท่ากันเหลือ 1.50%

นี่เป็นการลดอัตราดอกเบี้ยธนาคารเป็นครั้งที่ 6 ตั้งแต่เดือนพ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันธนาคารกลางก็บอกว่าจะลดอัตราเงินสำรองของธนาคารหรือ Reserve Requirement Ratio (RRR) ลงมา 50 basis points หรือ 0.50% ให้มาอยู่ที่ 17.5% สำหรับสถาบันการเงินทั้งหลาย

ถือเป็นการลดครั้งที่ 4 ในปีนี้

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมธนาคารกลางจีนจึงเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกรอบหนึ่ง เพราะนักวิเคราะห์เห็นค่อนข้างจะตรงกันว่านี่คือก้าวย่างที่สำคัญ ที่จะไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากไปกว่านี้

ตัวเลขอัตราโตของผลผลิตมวลรวมหรือ GDP ของ 3 ไตรมาสของปีนี้ที่เพิ่งประกาศออกมาก่อนหน้านี้เพียงสองวันอยู่ที่ 6.9% ซึ่งต่ำที่สุดใน 6 ปี

ตัวเลขอัตราจีดีพีที่โตต่ำกว่า 7% จะมีผลทางจิตวิทยาทั้งต่อคนจีนและเศรษฐกิจโลกพอสมควร

อัตราโตที่ชะลอตัวลงมีสาเหตุสำคัญมาจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ลดต่อเนื่อง จากปีที่แล้วที่โต 12.5% เหลือเพียง 2.6% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี

นักวิเคราะห์ทั้งของจีนและต่างประเทศที่เกาะติดความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของเศรษฐกิจจีน เชื่อเกือบจะตรงกันว่าการชะลอตัวจะยังคงอยู่ ทั้งปีนี้และจะลามไปถึงปีหน้าด้วย

เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจจีนที่เคยเป็นตัวเอก ในการผลักดันอัตราโตสูงระหว่าง 7-10% นั้นเริ่มจะแผ่วลงอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตที่ใช้แรงงานมาก

หรืออุตสาหกรรมหนักที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง

ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่เช่นการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม และการบริการแม้จะโตขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังไม่ใหญ่พอที่จะสร้างรายได้มาชดเชยส่วนที่หายไป

ธนาคารกลางจีนบอกว่าอัตราเงินเฟ้อยังต่ำ ทำให้มีช่องว่างที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงได้ในจังหวะนี้

อีกด้านหนึ่ง เมื่อธนาคารสามารถตั้งสำรองน้อยลงก็สามารถจะปล่อยกู้ได้มากขึ้น โดยที่รัฐบาลต้องการจะให้สถาบันการเงินผลักวงเงินกู้ ที่เพิ่มขึ้นไปสู่ต่างจังหวัดและธุรกิจขนาดเล็ก

ที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งคือการที่แบงก์ชาติจีนยกเลิกเพดานสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อให้มีการแข่งขันให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

“จากนี้ไปนโยบายการเงินของประเทศจะไม่แน่นไป และไม่หลวมเกินไปเพื่อให้มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ”

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่แปลกใจ กับการตัดสินใจของธนาคารกลางจีนรอบนี้ แต่ก็ยังไม่วางใจนักเพราะต้องดูว่าการประชุมระดับสูงเมื่อวานนี้ เพื่อเขียนแผนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศใน 5 ปีข้างหน้าจะมีทิศทางอย่างไร

เพราะไม่ว่าบางปัจจัยอาจ “คาดการณ์ล่วงหน้าได้” แต่คนที่ติดตามจีนก็ยังกลัวจะมี “เซอร์ไพรส์” ที่คาดการณ์ไม่ถึง

เพราะเศรษฐกิจจีนเจอ “ระเบิดใหญ่” สองลูกในปีนี้มาก่อน นั่นคือหุ้นที่ร่วงระนาวอย่างน่าตกใจและการลดค่าเงินหยวนฮวบฮาบ ที่ทำเอาใจหายใจคว่ำไปทั่วโลกมาแล้ว

มังกรขยับตัวไม่ว่าจะเบาหรือแรงก็ทำให้ชาวโลกต้องผวาทั้งนั้น

จากนี้ไปจับตาว่าธนาคารกลางของญี่ปุ่นและของสหรัฐ จะรับลูกต่อในแนวทางเดียวกันหรือไม่!

และจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยของไทยอย่างไร?