หากธุรกิจใดสามารถคาดการณ์ถึงเทรนด์ล่วงหน้าในอนาคตได้แม่นยำกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะในตลาดได้เหนือกว่าธุรกิจอื่น
เป็นสูตรตายตัวแน่นอนในการทำธุรกิจว่า หากธุรกิจใดสามารถคาดการณ์ถึงเทรนด์ล่วงหน้าในอนาคตได้แม่นยำกว่าก็ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะในตลาดได้เหนือกว่าธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่มีความสามารถในการจับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงได้ดีเท่า หรือไม่สนใจที่จะเตรียมธุรกิจให้สามารถตอบสนองเทรนด์ใหม่ๆ ให้พร้อม
ก็คงได้แต่หวังให้ธุรกิจประคองตัวอยู่รอดไปตามกระแสเทรนด์ในลักษณะของผู้ตามเท่านั้น และธุรกิจประเภทนี้ ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อความสามารถในการสร้างยอดขายและการทำกำไร
อนาคต เป็นเหตุการที่ขึ้นอยู่กับเวลา! ดังนั้น การคาดการณ์อนาคต จึงสามารถทำได้ตั้งแต่การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไปจนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า
สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอีทั่วไป อาจจะไม่มีความสันทัดในเรื่องของการคาดการณ์อนาคตได้ดีเท่ากับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรและทรัพยากรมากกว่า และมีการเตรียมการวางแผนหรือการกำหนดกลยุทธ์สำหรับอนาคตไว้อย่างเป็นระบบแบบแผนโดยเฉพาะ
ดังนั้น ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจของตนเอง อาจจะต้องหันมาให้ความสนใจและเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ของการพยากรณ์อนาคตสำหรับธุรกิจ
โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโหราศาสตร์หรือไสยศาสตร์!!!
นักวิชาการด้านการบริหารธุรกิจ เรียกศาสตร์ที่ค่อนข้างใหม่ในส่วนนี้ว่า “อนาคตศาสตร์” และได้มีการนำเสนอแนวคิดและเครื่องมือเชิงวิชาการต่างๆ ที่นำมาใช้ในการคาดการณ์อนาคตของธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
และหลายๆ เครื่องมือ สามารถนำมาใช้กับการบริหารธุรกิจเอสเอ็มอีได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ไม่ซับซ้อนมาก และไม่ต้องใช้ทรัพยากรพิเศษเพิ่มเติมมากมายจากทรัพยากรที่นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจตามปกติทั่วไป ตัวอย่างของเครื่องมือการคาดการณ์อนาคตที่มักนำมาใช้กันในวงการธุรกิจ เช่น เครื่องมือ Foresight (การมองภาพไปข้างหน้า) หรือเครื่องมือ Technology Road Map (แผนที่อนาคตของเทคโนโลยี) เป็นต้น
หากจะว่ากันไปแล้ว เจ้าของธุรกิจแทบทุกคน มักจะมีวิธีการมองอนาคตแบบใดแบบหนึ่งเป็นของตนเองในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ที่อยู่ใกล้ตัว เช่น การฟังพยากรณ์อากาศ เพื่อเตรียมการเดินทางออกจากบ้านไปทำงานหรือไปต่างประเทศ หรือการติดตามความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อคาดการณ์ว่า เมื่อไหร่ควรจะเข้าซื้อหรือเมื่อไหร่ควรจะขายหุ้นตัวใดที่ถือครองอยู่
แม้ว่า อนาคตจะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ถ้าใช้วิธีการที่มีแบบแผน หรือมีเครื่องมือเฉพาะด้านที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันในหมู่ของนักอนาคตศาสตร์ การคาดการณ์อนาคตของเราก็จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นภาพของอนาคตที่มีความเป็นไปได้สูง
รวมไปถึง การเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะมีส่วนหรือสร้างผลกระทบต่อภาพอนาคตที่สร้างขึ้น เช่น ปัจจัยเร่งที่จะทำให้ภาพอนาคตเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือ ปัจจัยหน่วงที่จะทำให้ภาพอนาคตก็ขึ้นได้ช้ากว่า เป็นต้น
ในการวาดภาพอนาคต นักอนาคตศาสตร์ ให้ความสำคัญกับหลักฐานเชิงประจักษ์ ตัวบ่งชี้ และการตั้งสมมติฐาน จากชุดข้อมูลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
โดยทั่วไปแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญในการมองภาพอนาคตเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจ
อาจแบ่งออกไปเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
1. การกำหนดขอบเขตของอนาคตที่ต้องการมองเห็น
เช่น การกำหนดว่าต้องการที่จะเห็นภาพอนาคตในระยะสั้น ระยะกลาง หรือ ระยะยาว ซึ่งหากเป็นแผนระยะยาว ก็เป็นที่แน่นอนว่า ภาพที่เกิดขึ้นอาจมีความเป็นไปได้หรืออ่อนไหวต่อปัจจัยที่มีผลกระทบได้มากกว่าภาพอนาคตระยะสั้น
หรืออาจกำหนดไว้ว่า ภาพอนาคตที่จะศึกษา จะเป็นภาพที่แสดงถึงตลาดและผู้บริโภค หรือ เป็นภาพที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัทในการเตรียมการรองรับอนาคต
การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน จะทำให้ได้ภาพอนาคตที่ชัดเจนเช่นกัน ดังนั้น ขั้นตอนนี้จึงมีความสำคัญค่อนข้างมาก
2. การกวาดหาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงหรือข้อมูลที่จะบ่งชี้อนาคต
ชุดข้อมูลที่จะบ่งบอกอนาคตของธุรกิจ อาจเป็นได้ทั้งข้อมูลแนวโน้มจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่ที่ผ่านมา รวมถึงชุดข้อมูลที่ไม่อยู่ในกิจกรรมประจำวันของธุรกิจ เช่น ข้อมูลข่าวสารจากการเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ สัญญาณการเปลี่ยนแปลงของตลาดและสังคม โครงสร้างประชากร รูปแบบการบริโภค หรือค่านิยม ที่เปลี่ยนไป
ที่สำคัญที่สุดก็คือ การกวาดหาเอาสิ่งไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ภัยสงคราม การก่อการร้าย ฯลฯ เพื่อนำมาประกอบในการวาดภาพอนาคตของธุรกิจไว้ด้วยในแต่ละกรณี
การกวาดหาสัญญาณการเปลี่ยนแปลง (Scanning) นี้อาจทำได้ใน 2 ระดับ คือ ระดับที่ถูกระบุหรือกำหนดไว้แล้วว่าเป็นเทรนด์สำคัญที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หรือ เมกะเทรนด์ และ เทรนด์ที่อยู่ในลักษณะของ สัญญาณแบบอ่อนๆ (Weak Signals) เป็นเหตุการณ์ที่เริ่มมีการพูดถึง แต่ยังไม่แน่นอนว่า จะกลายเป็นเทรนด์หรือเมกะเทรนด์ต่อไปได้หรือไม่
3. การอธิบายหรือพรรณาภาพอนาคตที่จะเกิดขึ้น
ชุดข้อมูลและสัญญาณการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะถูกนำมารวมกันเพื่อการวิเคราะห์ ระดมสมอง และแปลงผลออกมาเป็นภาพอนาคต ในรูปแบบของการเขียนพรรณาเป็นข้อความ การแสดงเป็นภาพวาด เป็นอินโฟกราฟฟิก หรือในรูปแบบอื่นๆ ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจและมองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นในฉาก (Scenario) ต่างๆ เช่น ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริโภคในอนาคต เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้น สภาพสิ่งแวดล้อม สังคมและการเมือง ฯลฯ
4. การกำหนดวิสัยทัศน์ธุรกิจที่จะสอดคล้องกับภาพอนาคต
ขั้นตอนต่อมา ผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจ จะต้องนำภาพในอนาคตที่เกิดขึ้น มากำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของธุรกิจ กำหนดพันธกิจและเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ตามวิธีการวางแผนธุรกิจที่เคยชินกันอยู่แล้ว เพียงแต่แผนธุรกิจที่มีภาพอนาคตซ้อนทับอยู่จะเป็นโรดแมพที่ชัดเจนกว่าการใช้เทคนิควิเคราะห์ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่คุ้นชินกันอยู่
5. การกำหนดแผนดำเนินการและกลยุทธ์ในรายละเอียด
วิสัยทัศน์และพันธกิจ ก็จะนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมในการดำเนินธุรกิจในด้านต่างๆ ที่จะรองรับภาพในอนาคต รวมไปถึงการกำหนดทิศทาง ความพร้อม
รวมไปถึงการจัดเตรียมทรัพยากรสำหรับการสร้างนวัตกรรมในด้านต่างๆ ไว้ก่อนเพื่อต้อนรับอนาคตที่จะมาถึง
อนาคตของธุรกิจเอสเอ็มอีจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพและความสามารถของเจ้าของธุรกิจในการจับสัญญาณภาพอนาคตได้แม่นยำ ด้วยการพัฒนาตนเองไปสู่การเป็น เอสเอ็มอีแห่งอนาคต






