หัวหน้าตุลาการเพื่อความยุติธรรมในท้องถิ่น (Chief Justice of the Peace)
“ตุลาการเพื่อความยุติธรรมในท้องถิ่น” (Justice of the Peace) เป็นผู้ที่สร้างความสงบสุขในท้องถิ่น ยุติปัญหาความขัดแย้งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือที่ศาลยุติธรรมเรียกว่าคดีมโนสาเร่ หัวหน้าตุลาการอาจมาจากการเลือกตั้ง หรือได้มาโดยวิธีการอื่นใด เช่น การแต่งตั้ง ในบางครั้งอาจเรียกว่าประธานอำนวยการ (Commissioner) ตุลาการเพื่อความยุติธรรมนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมาย ไม่ได้มาจากนักกฎหมาย แต่ก็ต้องได้รับการฝึกอบรมในด้านกฎหมายอย่างเพียงพอที่จะทำหน้าที่ แท้จริงแล้วประเทศไทยก็มีผู้ทำหน้าที่คล้ายกันนี้มานานแล้ว อาทิ ดะโต๊ะยุติธรรม ที่ทำหน้าที่ตุลาการร่วมสำหรับคู่กรณีที่นับถือศาสนาอิสลาม และต้องพิจารณาตามหลักการของอิสลาม ในบางจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือผู้พิพากษาสมทบในบางแผนกของศาลยุติธรรม อาทิ ศาลคดีครอบครัวเด็กและเยาวชน ศาลแรงงาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ตุลาการเพื่อความยุติธรรมในท้องถิ่น จะเน้นการทำหน้าที่ในเขตท้องที่จังหวัดที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเท่านั้น
ประเทศที่มีตุลาการเพื่อความยุติธรรมในท้องถิ่น นอกเหนือจากประเทศที่มีการปกครองในระบอบประธานาธิบดีแล้ว ก็มีอีกหลายประเทศที่ปกครองในระบอบรัฐสภา นำมาใช้อย่างแพร่หลาย อาทิ อังกฤษ ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม แคนาดา ฮ่องกง ไอร์แลนด์ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เป็นต้น การทำหน้าที่ของตุลาการเพื่อความยุติธรรม จะเป็นวาระขึ้นอยู่กับที่กฎหมายกำหนด คดีความที่ตุลาการเพื่อความยุติธรรมพิจารณาพิพากษา จะเป็นคดีที่เป็นความผิดเล็กน้อย ซึ่งรวมถึงการรบกวนความสงบสุขในพื้นที่ การทะเลาะวิวาท การขโมยทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่สูง อาจลงโทษจำคุกหรือกักขังได้ในระยะสั้นๆ เช่น ไม่เกินหกสิบวัน หรือกำหนดโทษปรับไม่เกินจำนวนที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้ผู้รับโทษดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ห้ามขับรถ ห้ามทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง และในกรณีที่คู่พิพาทไม่ยอมรับคำตัดสินของตุลาการ เพื่อความยุติธรรมในท้องถิ่น หรือเป็นคดีที่ร้ายแรง คู่ความย่อมนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมได้
ตุลาการเพื่อความยุติธรรม แท้จริงแล้วก็คือพนักงานของรัฐ (Civil Public Officer) คนหนึ่ง แต่แตกต่างจากเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และการทำหน้าที่ก็จำกัดขอบเขตพื้นที่ งานตุลาการเพื่อความยุติธรรมมีประวัติมายาวนาน โดยเริ่มต้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษในช่วงปี ค.ศ.1361 เมื่อมีการประกาศให้มี Justice of the Peace Act และเจตนารมณ์ก็คือ ให้เป็นผู้มีหน้าที่ให้ความยุติธรรมและเกิดความสงบสุขในประเทศอาณานิคม โดยผู้ดำรงตำแหน่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่จบด้านกฎหมาย งานหลักคือการจับกุมและดำเนินการกับผู้ที่ฝ่าฝืนบรรทัดฐานแห่งกฎหมาย รวมถึงเรื่องความผิดในทางศีลธรรม หรือฝ่าฝืนต่อจารีตประเพณี เช่น เมาสุรา ผิดลูกเมีย ชู้สาว ฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐที่ประกาศ
ตุลาการเพื่อความยุติธรรม ยังอาจเข้าทำหน้าที่ร่วมเป็นคณะผู้พิพากษา ในการพิจารณาคดีที่ใช้คณะลูกขุน (Grand Jury) และคดีแพ่งทั้งหลาย งานของตุลาการเพื่อความยุติธรรม ได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา อาทิ สามารถออกหมายเรียก หมายจับ เรียกหลักประกัน รวมถึงการทำหน้าที่ในพิธีแต่งงาน เพื่อให้มีผลผูกพันในทางนิตินัย การพิจารณาความผิดคดีจราจร กำหนดเบี้ยปรับ และออกคำสั่งด้านสืบสวนสอบสวน
ในบางครั้งตุลาการเพื่อความยุติธรรม อาจทำหน้าที่เหมือนศาลชั้นต้นในการพิจารณาพิพากษาคดี อาทิ เรื่องพิพาททรัพย์สินส่วนตัว กรณีบุคคลได้รับบาดเจ็บไม่สาหัสจากการกระทำของบุคคลอื่น กรณีหมิ่นประมาท การจับกุมคุมขังที่ไม่ถูกต้อง แต่จะไม่ทำหน้าที่ในเรื่องที่มีความสำคัญ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุนทรัพย์สูง เช่น เรื่องอสังหาริมทรัพย์ เรื่องสิทธิหน้าที่พลเมือง การเข้าดำรงตำแหน่งของตุลาการเพื่อความยุติธรรม เมื่อได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งด้วยวิธีอื่นใด จะต้องสาบานในการเข้ารับตำแหน่ง มีการวางเงินหรือหลักทรัพย์เป็นประกันการทำหน้าที่ และทำคำรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าไม่เคยกระทำความผิดร้ายแรง หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่การงานใดๆ มาก่อน และในขณะเดียวกัน ก็สามารถถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ถ้าได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กระทำความผิดร้ายแรง ประพฤติมิชอบ ไม่เหมาะสมหรือด้วยกระทำการใดอันเกิดจากแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม (Improper Motives)
บทความนี้เป็นการนำเสนอทางเลือกใหม่ของกระบวนการสร้างความยุติธรรมในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการบริหารจัดการในพื้นที่จังหวัดของตนเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมทั้งหมดที่ทำให้เกิดคดีเล็กคดีน้อยรกศาล และมีความล่าช้า หลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่น่าจะยุติได้ในชั้นต้น ถ้ามีการดำเนินการให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
แผนแม่บทบริหารงานยุติธรรมปี 2558-2561ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในการประชุม ครม.ครั้งที่ 1/2558 ก็ได้ตระหนักถึงระบบยุติธรรมที่ล่าช้านี้ โดยกระทรวงยุติธรรมได้เล็งเห็นสภาพความเป็นจริง และความต้องการของประชาชนว่า ควรให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ประชาชนเข้าถึงบริการในด้านความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน เสมอภาค เป็นธรรม และลดปริมาณคดีความที่เข้าสู่ศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบบริการที่มีขั้นตอนมาก ทำให้เกิดความล่าช้า
นอกจากนี้ ควรปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ที่จะเปิดโอกาสให้องค์กรส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมได้มากขึ้น แผนแม่บทดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของประมุขฝ่ายตุลาการคนใหม่ที่แถลงว่า ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย ทั่วถึง และเสียค่าใช้จ่ายน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิรูประบบยุติธรรมในระดับท้องถิ่น จึงเป็นทางเลือกที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นการพิเศษ
แม้ว่าประเทศไทยเป็นรัฐชาติที่เป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกมิได้ แต่ในทางการบริหารจัดการสามารถกระจายอำนาจ จากการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางให้ส่วนท้องถิ่นดำเนินการได้ การดำเนินการนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน ในพื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการได้เอง และถ้าทำได้จะถือเป็นการปฏิรูประบบการปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย






