วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

ศาสตร์แห่งสถิติ ?

ศาสตร์แห่งสถิติ ?

ไม่สำคัญว่าโลกเป็นอย่างไร มันสำคัญที่เรา “มองโลก” อย่างไรต่างหาก สำหรับมนุษย์แล้ว

การรับรู้ (Perception) สำคัญกว่าข้อเท็จจริง (Fact) เสมอ

คุณเชื่อโหราศาสตร์หรือเปล่า? คำว่า “เชื่อ” คือ มีที่มาที่ไป-มีเหตุมีผล-มีตรรกะรองรับ-ใช้ได้ผลจริง-ทำนายล่วงหน้าถูกต้อง 60-70% ขึ้นไป คำตอบที่ได้จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ (1) เชื่อ (2) เชื่อบ้าง (3) ไม่เชื่อเลย

กลุ่ม 3 ใหญ่สุด คงมีสัก 50% อีก 50% ที่เหลือน่าจะเป็นกลุ่ม 2 เสีย 40% เหลือเป็นกลุ่ม 1 แค่ 10% กลุ่ม 1 และ 3 ความคิดชัดเจน เราไม่พิจารณา แต่กลุ่ม 2 ที่ก้ำกึ่ง-เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง คือกลุ่มที่น่าสนใจ

เหตุผลของกลุ่ม 2 มีหลายข้อ เช่น ดูดวงเอามัน ระบายทุกข์ใจกับใครสักคน เหมือนหานักจิตวิทยา เขาว่าแม่น-ก็สนใจด้วย เห่อไปตามกระแส ฯลฯ แต่เหตุผลที่ฟังดีสุดคือ โหราศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งสถิติ

ทุกครั้งที่ (ผู้เขียน) ได้ยินประโยคนี้ มักกระอักกระอ่วนใจ มันเป็นคำพูดที่คนไม่เชื่อใช้ประนีประนอมกับคนที่เชื่อ บางที ก็ใช้ปลอบใจยามเจอคำทำนายร้ายๆ แต่เหตุผลเช่นนี้กลับลดทอน “คุณค่า” ของโหราศาสตร์

โหราศาสตร์กำเนิดจากข้อมูลและสถิติ แต่มันไม่ใช่วิชาแห่งสถิติ ผู้ศึกษาโหราศาสตร์อย่างลึกซึ้งแท้จริง จะเข้าใจประเด็นนี้อย่างดี

ย้อนหลังไปกว่า 5,000 ปี มนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในยุคนั้น ได้สังเกตและจดจำตำแหน่งดวงดาวทุกวัน วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเขาส่งผ่านภารกิจนี้แก่ผู้สืบทอดอีกหลายร้อยชั่วคน เมื่อภาษาเขียนเกิดขึ้น เช่น อักษรภาพเฮโรกลีฟิค มันก็ถูกบันทึกและจัดทำเป็นข้อมูล

ข้อมูล (ที่ตกทอดมา) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ (1) ปูมโหร ซึ่งบันทึกตำแหน่งและวิถีโคจรของดวงดาว เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ (Heliacal Rising - Setting) เทียบกับดาวฤกษ์ (Fixed Stars) เทียบกับจักรราศี (Zodiac) เช่น ปูมโหรของชาวบาบิโลเนียน-ชาวเปอร์เซีย ที่ตกทอดไปถึงชาวกรีก หลังจากอเล็กซานเดอร์มหาราชพิชิตอาณาจักรเหล่านี้ และกวาดเอาตำราต่างๆ กลับไปด้วย (2) ข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์สังเคราะห์ จนสามารถตั้งเป็น “สูตรคำนวณ” วิถีโคจรของดวงดาว

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ชาญฉลาดเหล่านั้น ซึ่งมักทำงานใกล้ชิดกับผู้นำอาณาจักร ก็จดจำและบันทึกเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ด้วย เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนตัวผู้นำ ฯลฯ

การเชื่อมโยงระหว่างตำแหน่งดวงดาวกับเหตุการณ์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นตามมา มันกลายเป็น “สถิติ” ที่ถูกบันทึกและส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ได้ค้นคว้าหากฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ดังกล่าว

โหราศาสตร์กำเนิดจากข้อมูลและสถิติเหล่านี้ นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่โหราศาสตร์มิใช่วิชาแห่งสถิติ เพราะมันมิได้หยุดอยู่แค่การบันทึกและประมวล แต่เป็นการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างจักรวาลกับโลกมนุษย์ ฟ้าเบื้องบนกับดินเบื้องล่าง ดวงดาวกับสรรพชีวิต

กำเนิดโหราศาสตร์ก็ไม่ต่างจากวิชาอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ แพทย์-เภสัช เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ทุกวิชาเริ่มต้นจากการสังเกต ทดลอง และบันทึกเป็นสถิติทั้งนั้น ก่อนที่จะสรุปเป็นทฤษฎีเมื่อมีทฤษฎีแล้ว ย่อมมีการกำหนดระบบระเบียบของหลักเกณฑ์ต่างๆ วิธีวิทยา (Methodology) รวมถึงปรัชญาพื้นฐานให้เรียบร้อยแน่นหนา เพื่อคนที่ศึกษาต่อสามารถพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปได้อีก

ไม่เห็นมีใครว่า วิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาแห่งสถิติบ้าง ทั้งๆ ที่วิชาเหล่านี้ก็กำเนิดจากข้อมูลและสถิติที่สั่งสมกันมาหลายๆ ชั่วคนเหมือนกัน

ถ้าโหราศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งสถิติจริง นักสถิติ-นักประวัติศาสตร์-วิศวกรคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็คงทำนายได้ถูกต้องแม่นยำกว่านักโหราศาสตร์ทุกคน

แต่โหราศาสตร์ไม่ใช่แค่ “ศาสตร์” ยังเป็น “ศิลป์” ด้วย เพราะความหมายของราศี ดาว และภพมีมากมาย การเลือกแปลความหมายจึงมิใช่เรื่องง่าย สถิติช่วยได้ตรงจุดนี้ สถิติช่วยเรื่องการทำนาย เพราะมันทำให้การออกคำทำนาย “เข้าเป้า” และรวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ โหราศาสตร์พัฒนาโดยตลอด เทคนิคหลายอย่าง เช่น Great Conjunction, Solar Return, Secondary Progression ฯลฯ เกิดจากแนวคิดทางปรัชญา ไม่ได้มาจากสถิติใด ด้วยความก้าวหน้าเหล่านี้เอง โหราศาสตร์สามารถทำความเข้าใจ-วิเคราะห์-ทำนายปรากฏการณ์ทั้งหลายได้ ทั้งระดับโลก ประเทศ สังคม และปัจเจกชน

อันที่จริง การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น เทคโนโลยี สังคม ฯลฯ เกิดจากเงื่อนไขและเหตุปัจจัยที่แตกต่างจากอดีตอย่างมาก หากโหราศาสตร์เป็นแค่วิชาแห่งสถิติ ย่อมไม่มีขีดความสามารถที่จะเข้าใจปัจจุบัน และทำนายอนาคตอย่างแน่นอน

ยกตัวอย่างเรื่องคราส คราสเป็นเรื่องใหญ่ในโหราศาสตร์ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สุริยคราส (Solar Eclipse) และจันทรคราส (Lunar Eclipse) คราสนี้พบเห็นกันตั้งแต่โบราณแล้ว ปูมโหรของจีนบันทึกไว้กว่า 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ขณะที่โหราจารย์ชาวแคลเดียนถึงกับทำ “ปูมคราส” กันเลยทีเดียว

อาทิตย์-จันทร์ คือดาวที่ให้แสงสว่าง คือดาวที่ให้พลังงานแก่โลกและมนุษย์ เมื่อดับไป ย่อมไม่เป็นมงคล จึงเกิดความเชื่อว่า คราสเป็นลางร้าย-สัญญาณอันตราย เมื่อบันทึกเป็นสถิติก็พบว่า มักมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดตามหลังคราสจริงๆ

แต่การทำนายผลของคราส ไม่อาจยึดถือตามตำราโบราณอย่างตายตัว จริงอยู่ บางคัมภีร์ เช่น พฤหัสสังหิตา ของท่านโหราจารย์วราหะ มิหิราแห่งอินเดีย กล่าวถึงผลของคราสในราศีและนักษัตร คัมภีร์ Tetrabiblos เล่ม 3 ของคลาวดิอุส ปโตเลมี โหราจารย์ชาวกรีก ได้กล่าวถึงการพยากรณ์คราส ฯลฯ แต่ก็เป็นแค่แนวทางกว้างๆ เท่านั้น นักโหราศาสตร์ต้องศึกษาค้นคว้า และประยุกต์ใช้ในแนวทางของตัวเอง

ในบทความ “เรือล่ม แผ่นดินไหว สรรพคราส” (http://bit.ly/1z9g9b4) กล่าวว่า “...จันทรคราส (เต็มดวง) ที่เกิดในจังหวะที่พฤหัส-พลูโตกลับทิศ พร้อมกับมฤตยูดับร่วมคราส และที่สำคัญ ทั้ง 4 ปัจจัยนี้ มีมุมดาว (Aspect) สัมพันธ์ถึงกันสนิทองศา นี่คือสาเหตุสำคัญของการเกิดแผ่นดินไหว (25 เมษา 58 ที่เนปาล)...”

แผ่นดินไหวเนปาลเกิดตามหลังคู่สรรพคราส สถิติได้ผล อย่างไรก็ตาม แต่ละเหตุการณ์มีปัจจัยที่แตกต่างกัน ถ้ากลับไปดูคู่สรรพคราสพฤศจิกา 46 วันที่ 9 เกิดจันทรคราส ที่ 22 องศา 22 ลิปดา-ราศีเมษ วันที่ 24 เกิดสุริยคราส ที่ 7 องศา 20 ลิปดา-ราศีพิจิก และวันที่ 26 ธันวา ก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.6 ริกเตอร์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน มีผู้เสียชีวิตกว่า 40,000 คน

เราทราบว่า คราสมีกำลังแรงมากช่วง +/- 1 เดือน ในวันเกิดเหตุ มฤตยูกุมภ์ทำมุม 90 กับจุดสุริยคราสสนิท มฤตยูคือการระเบิด (Explosion) มันจึงกระตุ้นพลังงานของคราสให้ระเบิดออก เสาร์เมถุนที่เข้าจุดเพ็ญก็ทำมุม 135 กับจุดสุริยคราสเช่นกัน

ราหูเมษเข้ากุมจุดจันทรคราสสนิท อังคารมีนก็ทำมุม 45 กับจุดจันทรคราสด้วย พลูโตพิจิกยังทำมุม 150 กับจุดจันทรคราสซ้ำอีก บาปเคราะห์ทั้ง 3 กระตุ้นพลังงานด้านร้ายของคราสขึ้นมา

ที่สำคัญคือดาวใหญ่ทำมุมร้ายต่อกัน พฤหัสทำมุม 90 กับพลูโต เสาร์ทำมุม 135 กับมฤตยู และมุม 150 กับเนปจูน เมื่อถึงเวลา (ท้องถิ่น) 5:26:52 น. ลัคนาจรกุมพลูโตสนิท เกิดแผ่นดินไหววินาทีนั้น

สถิติเป็นแค่แนวทาง แต่แก่นแท้อยู่ที่ศิลปะแห่งการวิเคราะห์ตีความ