ความผิดพลาดที่ถลำลึก ของนโยบายรับจำนำข้าว โดยฉากหน้าคือรัฐบาล ภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี ฉากหลังก็อย่างที่คนไทยรับรู้กัน และคนพรรคเพื่อไทยก็ยอมรับ ว่า“ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ยิ่งกว่านั้น ยังใช้เป็นสโลแกนในการหาเสียงด้วย
เป็นบทเรียนที่น่าจดจำอย่างยิ่ง
ที่ว่าถลำลึก เพราะในปี 2555 หลังจากเปิดรับจำนำข้าวได้เพียง 1 ปี ปรากฏว่ามีเสียงทักท้วงติงเตือนมากมายจากหลายฝ่าย ที่น่าสนใจ คือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เตือนว่า จะทำให้เกิดปัญหาขาดทุนและการทุจริต
เช่นเดียวกับ “ป.ป.ช.” ที่ยื่นหนังสือถึงอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ให้ยุติโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ก่อนดำเนินโครงการ และยื่นอีกครั้ง หลังดำเนินโครงการไปแล้วประสบปัญหาขาดทุน
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการร้องเรียนของกลุ่มชาวนาว่า ราคาข้าวที่รัฐตั้งไว้เกวียนละ 15,000 บาทนั้น จำนำได้จริงเพียง 10,500-11,000 บาท ท่ามกลางกระแสข่าวมีขบวนการสวมสิทธิ์ นำข้าวคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมจำนำด้วย
อะไรไม่สำคัญเท่ากับ สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว ออกมาเปิดเผยผลตรวจสอบบัญชีโครงการรับจำนำข้าวสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 พบว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐใน 2 ปีการผลิต จากปี 2554-2556 มีผลขาดทุนเฉลี่ยปีการผลิตละ 2-2.6 แสนล้านบาท รวมขาดทุน 4-5 แสนล้านบาท
ส่งผลให้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ก่อนมีหนังสือเตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึง 4 ฉบับ
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ถ้าดูจากข้อมูลดังกล่าวแล้ว มี “บทเรียน” มากมาย นับแต่ การผูกมัดตัวเองด้วยนโยบายที่มุ่งเอาชนะทางการเมือง การกำหนดราคาข้าวที่สูงกว่าราคาตลาดมากมายเพื่อ “ซื้อใจ” ประชาชน แต่ผลจากการผูกมัดเมื่อดำเนินโครงการจริง จึงยากถอนตัว แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตามมามีมากมายก็ตาม ที่สำคัญการหลงเหลิงในทางการเมืองว่าตัวเองยึดกุมความนิยมของประชาชนเอาไว้เกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้นการเมินเฉยต่อเสียงคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์ ในการเดินหน้าโครงการแม้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าผิดพลาดล้มเหลว จึงเกิดขึ้น ฯลฯ
และบทเรียนราคาแพงที่สุด ก็คือ ความรับผิดชอบต่อนโยบายที่ผิดพลาดของ“ยิ่งลักษณ์”ที่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น การถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดย“สนช.”(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ)ซึ่งอาจมีผลต่ออนาคตทางการเมืองกรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายโครงการจำนำข้าว
กรณีอัยการสูงสุด ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา123/1
รวมถึงการรับผิดทางแพ่ง ที่ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539ออกคำสั่งทางปกครองให้“ยิ่งลักษณ์”ชดใช้ค่าเสียหาย ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในเวลานี้
นอกจากนี้ ยังจะเป็นบทเรียนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยว่า ทำอย่างไรจะป้องกันไม่ให้มีการใช้นโยบายประชานิยมที่ไร้ขอบเขต และสร้างความเสียหายเช่นนี้ ไปหาเสียงกับประชาชน รวมทั้งการบัญญัติให้ชัดแจ้งถึงความรับผิดชอบ ต่อนโยบายที่สร้างความเสียหาย ไม่ปล่อยให้นักการเมืองเสนอนโยบายโดยมุ่งแต่หาคะแนนเสียงที่ขาดความรับผิดชอบได้
แน่นอน คดีก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ “บทเรียน” ก็จะต้องจดจำและแก้ไขไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้ด้วย






