วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีจำนำข้าวแทนการฟ้องคดีแพ่ง

กรณีที่คณะกรรมการ ปปช.ได้มีมติชี้มูลความผิดอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

 และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพวก ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐอีกห้าคน กรณีขายข้าวจีทูจีเก๊ ต่อมานายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพื่อดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ถูกชี้มูลความผิด

มีคำถามตามมาว่า เหตุใดรัฐจึงเลือกใช้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แล้วออกคำสั่งทางปกครองให้ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย แทนการฟ้องคดีละเมิดต่อศาลยุติธรรม

คำตอบคือ ในการดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิด ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหมายความรวมถึงรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเป็นรัฐมนตรีด้วย จะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่ตราออกมาใช้บังคับ โดยมีเจตนารมย์เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ จากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เป็นบทบังคับจะดำเนินการเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จะเลือกใช้วิธีฟ้องต่อศาลยุติธรรมก็ไม่อาจกระทำได้ เพราะคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกา ที่เคยวินิจฉัยไว้คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 2502/2554 เขตอำนาจศาลเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ว่าด้วยเขตอำนาจของศาลนั้นๆ ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายเปิดช่องให้ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนมีสิทธิเลือกศาลฟ้องได้

เนื่องจากการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีบทบังคับตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 คือการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามมาตรา 57 จึงมีบางฝ่ายโต้แย้งว่า ตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ยกเว้นไม่ใช้บังคับแก่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี การออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายจึงใช้ไม่ได้กับผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี แต่ในความเป็นจริงบทบัญญัติของมาตรา 4 ที่ยกเว้นในส่วนของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี นั้นยกเว้นเฉพาะ ”การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ในงานทางนโยบายโดยตรง“ ตามที่กำหนดใน (3) กล่าวคือยกเว้นเฉพาะ ”การพิจารณา” งานทางนโยบายไม่ได้ยกเว้นการปฏิบัติที่ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการรับจำนำข้าว และการปฏิบัติขายข้าวจีทูจีปลอม

มีคำถามตามมาอีกว่า การใช้วิธีการออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งของฝ่ายบริหาร  ทำให้ผู้ถูกออกคำสั่งไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการพิจารณาจากศาล ในส่วนนี้มีคำตอบคือ การดำเนินการเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากการทำละเมิดของเหน้าที่รัฐ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทางละเมิดสอบสวนเสร็จ ผลที่สุดทราบผู้กระทำละเมิดและจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแล้ว หน่วยงานของรัฐที่เสียหาย คือกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์ แล้วแต่กรณี จะเป็นผู้ออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดนำเงินมาชำระภายในเวลาที่กำหนด โดยต้องแจ้งสิทธิว่าผู้ได้รับคำสั่งมีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายในเวลา 90 วันด้วย ถ้าหากผู้ได้รับคำสั่งเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ภายในเวลา 90 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีหรืออดีตรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สามารถใช้สิทธิทางศาลต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ ตามกระบวนวิธิพิจารณาของศาลปกครอง

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ผู้ถูกคำสั่งให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว กระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์ ก็ยังสามารถบังคับตามคำสั่ง โดยใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้ต้องรับผิดออกขายทอดตลาดชดใช้ค่าเสียหายได้ เพราะการฟ้องคดีต่อศาลปกครองไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่ง เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 69

แต่ผู้ฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งอาจขอให้ศาล มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามสั่งทางปกครอง ไว้เป็นการชั่วคราวได้ โดยต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า การให้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหาย ที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังอย่างไร หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ศาลก็จะไม่สั่งทุเลาการบังคับ

อนึ่ง หากฝ่ายกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์ เห็นว่าจะมีข้อขัดข้องในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ก็สามารถฟ้องแย้งไปพร้อมกับคำให้การ เพื่อให้ศาลพิพากษาบังคับให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามที่กำหนดในข้อ 44 ของระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 แต่ต้องไม่ลืมเตรียมค่าธรรมเนียมศาลไว้ด้วย