ทำอย่างไรให้ทีมยุคใหม่ไม่ท้อ Motivation 3.0

หัวหน้างานทุกท่านวันนี้ มีโจทย์หนึ่งที่คล้ายคลึงกัน ทำอย่างไรดีที่จะทำให้ทีมฮึด อึด สู้ ไม่นิ่งดูดาย มีขวัญกำลังใจ ไม่ท้อง่าย พร้อมทุ่มเท!
ฝรั่งเรียกโจทย์โลกมึนนี้ว่าปัญหา “Motivation”
วิธีหนึ่งซึ่งองค์กรต่างใช้เป็นที่พึ่งพื้นฐานเพื่อการนี้ คือเอาเงินเข้าล่อ
ทำได้ มีรางวัลให้
ทำไม่ได้อด งดโบนัส
จัดเรียงคนเป็นขั้นบันได ได้รางวัลสูงต่ำเตี้ยต่างกัน
ขึ้นกับการวัดผลงานนั่นเอง
ระบบนี้ มีที่มาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่คนเริ่มทำงานในโรงงาน ผันตัวเองจากไร่นา และงานช่างในครัวเรือน
เมื่องานเริ่มทำเป็นระบบ โดยคนจำนวนมาก
ดังนั้น เพื่อประสิทธิภาพ จึงแบ่งแยกซอยงานออกเป็นส่วนย่อย
แต่ละคนทำส่วนน้อยๆ แต่ซ้ำๆ จะได้ทำคล่องทำเร็ว
ตัดส่วนตัด เย็บส่วนเย็บ ตะเข็บส่วนตะเข็บ แยกขาดจากซับใน งานใครงานท่าน
ผู้ที่มีส่วนสำคัญในกระบวนการปฏิวัติการทำงานรูปแบบนี้ มีชื่อว่า อาจารย์ Frederick Taylorซึ่งมีชื่อเสียงจากการวิเคราะห์หาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานยุค “ใหม่” ในสมัยนั้น
ผลการศึกษา ถือเป็นหลักการสำคัญในศาสตร์ของการบริหารจัดการ อาจารย์เรียกวิธีนี้ว่า Principles of Scientific Managementซึ่งมีการตีพิมพ์เป็นตำราดังตั้งแต่ปีคศ. 1911
ร้อยกว่าปีผ่านไป....ศตวรรษที่ 20 ย่างย้ายเป็น ศตวรรษที่ 21
องค์กรน้อยใหญ่จำนวนมากก็ยังใช้หลักการนี้ในการบริหารงาน และจัดการด้าน motivation
…แต่ต่างพบความยากลำบากและความท้าทายคล้ายๆกัน
คือเงินรางวัลที่ให้ดูจะไม่ทำให้ทีมงานกระหน่ำทำงานอย่างทุ่มเทมีใจดังที่คาดหวังไว้เท่าไรนัก
นักบริหารจัดการ นักจิตวิทยา ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์ จึงต่างพยายามศึกษาและทดลองวิจัยด้วยวิธีที่หลากหลาย เพื่อตอบคำถามว่า
ทำไมหลักการ Motivate และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ที่เคยใช้ได้ใช้ดีมานับร้อยปี จึงดูมีรูโหว่ ใช้ได้ไม่เป๊ะอย่างที่เคย
คำตอบคือ..
วิธีเดิม ยังใช้ได้น้า ตราบใดที่งานยังคงสภาพเดิม คือซ้ำๆ และไม่ต้องแก้ปัญหาซับซ้อน
กระนั้นก็ดี หากงานที่เริ่มมีความท้าทาย มีโจทย์ใหม่ๆต้องใช้จินตนาการในการแก้ปัญหา ทั้งต้องประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญที่ผ่านมา กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
การ Motivate โดยมีของรางวัลล่อใจ กลับใช้ไม่ได้ผลดี เท่ากับที่ใช้กับงานซ้ำๆ ไม่ซับซ้อน
ตัวอย่างการศึกษาต้นแบบ คือ การแก้ปัญหา “เทียนไข” ของ อาจารย์ Karl Duncker
อาจารย์ให้กลุ่มคนหาวิธียึดเทียนไขให้เกาะกับผนัง และจุดเทียน โดยไม่ให้น้ำตาเทียนหยดลงบนโต๊ะ
อุปกรณ์ที่ให้มีเทียนไข กล่องหมุด และไม้ขีด
การศึกษาแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2กลุ่ม
กลุ่มแรกได้รับการแจ้งว่าให้แก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อศึกษาความเร็วในการแก้ปัญหา
ขณะที่กลุ่มสองได้โจทย์เดียวกัน แต่เพิ่มว่า คนที่ทำได้เร็วกว่าคนอื่น จะได้รางวัลเป็นเงิน
การแก้ปัญหานี้ต้องใช้พลังความคิดนอกกรอบนั่นคือ
กล่องใส่หมุด สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้โจทย์นี้ได้ โดยปรับให้เป็นภาชนะยึดให้เทียนเกาะกับผนัง ทั้งยังกันไม่ให้น้ำตาเทียนหยดใส่โต๊ะ
จากการศึกษาหลายหลากกลุ่ม สรุปผลได้ว่า
กลุ่มที่สอง ที่มีรางวัลล่อใจ แก้โจทย์ได้ ช้ากว่า กลุ่มแรกที่ไม่มีรางวัล ประมาณ 3 นาที!
นอกจากการแก้ปัญหาเทียนไข ยังมีการวิจัยต่อเนื่องอีกหลายสมัย ในเรื่องคล้ายกัน
ส่อให้เห็นข้อจำกัดของการ Motivate คนด้วยเงิน!
นักบริหารจัดการยุคนี้ ฟันธงลงความเห็นว่า
ปัจจัย “ภายนอก” หรือ “Extrinsic” Motivator อาทิ ตัวเงินทองของนอกกาย มีความสำคัญในแง่ทำให้คนมี “ความพอใจ”(Satisfaction)ที่จะทำงาน
ให้เงินพอ ก็ “พอใจ” ในการทำงาน
แต่หากจะใช้เงินเพื่อเป็นตัวล่อต่อเนื่อง เพื่อให้ “ทุ่มเท” ทำงาน (Motivation) อย่างมีประสิทธิผล โดยเฉพาะงานที่คนทำต้องใช้พลังความคิด
กรุณาตระหนักว่า เงินเขาก็มีข้อจำกัดดังการศึกษาข้างต้น
ดังนั้น คำถามคือ ไม่มีเงิน แล้วไง?
ผู้รู้ยุคใหม่ อาทิ อาจารย์ Daniel Pink นิยามการ “เรียกพลัง” จากคนทำงานยุคใหม่ ว่า Motivation 3.0
ซึ่งแตกต่างจาก Motivation ในอดีต ที่มุ่งใช้ปัจจัยภายนอก Extrinsic
คณาจารย์ฟันธงว่าปัจจัย “ภายใน” Intrinsic ต่างหาก ที่เป็นตัวที่ทำให้คนฮึด อึด สู้ ในภารกิจที่ต้องใช้ความคิด ต้องแก้โจทย์ แก้ปัญหา ซึ่งถือเป็นมาตรฐานปกติธรรมดาของการทำงานในยุคนี้
Motivation 3.0 มีปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ
1. Autonomy ความอิสระ
2. Mastery ความเชี่ยวชาญ
3. Purpose มีความหมาย มีคุณค่า
สัปดาห์หน้า มาแจกแจงกันว่า แต่ละปัจจัยคืออะไร
เพื่อหัวหน้างานยุคใหม่ จะได้พลังที่กลั่นจากภายใน จากใจของลูกทีม
ที่พร้อมบอกพี่ว่า มีเท่าไหร่ ให้พี่ ไม่มีกั๊กค่ะ !




