ความขัดแย้งอันเนื่องมาจากเรื่องการให้สัมปทาน และการทำเหมืองทองคำในเมืองไทย เป็นข่าวใหญ่ติดต่อกัน
การมีทองคำดูจะทำให้คนไทยส่วนใหญ่มองว่า เมืองไทยจะร่ำรวยมากหากคนไทยได้เป็นเจ้าของทองที่ขุดขึ้นมา สัปดาห์นี้ผมมีความจำเป็นต้องคัดเลือกหนังสือเก่าส่งเข้าโรงงานกระดาษ เนื่องจากขาดพื้นที่สำหรับเก็บไว้อีกต่อไปแล้ว ผมมิได้ทิ้งเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Some Aspects of Rice Farming in Siam” (บางด้านของการทำนาในสยาม) ของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ขอเรียนว่าเนื้อหาอาจล้าสมัยไปบ้าง แต่สำหรับลูกชาวนาผู้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา ที่ศรัทธาในสิ่งที่ผู้เขียนได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง หนังสือจะไม่มีทางล้าสมัย เนื่องจากมันเตือนใจให้ตระหนักถึงสัจธรรมในอมตะวาจาของท่านที่ว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”
ความขัดแย้งจากการให้สัมปทานและการทำเหมือง กับเรื่องที่เชื่อกันว่า การมีทองคำจะทำให้ร่ำรวยนั้น มีต้นเหตุมาจากมายาจริต ที่เราต่างคิดกันว่าทองคำมีค่าสูง กรุณาอย่าคิดว่าผมเพี้ยนไปก่อนที่จะพิจารณาเรื่องค่ากับมายาจริตเกี่ยวกับทอง จากคำพูดของหม่อมเจ้าสิทธิพร ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวร้ายแรงในเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลชุมชนอื่นมาก ทุกอย่างพังทลาย และผู้คนล้มตายหมด ยกเว้นชายสี่คน ซึ่งพอดีไปอยู่ในที่ปลอดภัยในขณะนั้น คนแรกมีธนบัตรใบละพันดอลลาร์หนึ่งกระสอบ คนที่สองมีทองคำหนึ่งกระสอบ คนที่สามมีข้าวสารหนึ่งกระสอบ และคนที่สี่มีปลาเค็มตากแห้งหนึ่งกระสอบ น่าจะมองเห็นได้ไม่ยากว่า ข้าวสารและปลามีค่าเกินธนบัตรและทองคำเนื่องจากมันประทังชีวิตได้
ธนาคารกลางของสหรัฐรายงานว่า เมื่อสิ้นเดือนกันยายน ธนบัตรของสหรัฐที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลก มีค่ารวมกันราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ธนบัตรซึ่งเป็นแผ่นกระดาษขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ ที่มีลวดลายและพิมพ์ตัวเลขไว้นั้น อันที่จริงใช้ทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากอาจเป็นเชื้อจุดไฟ แต่การที่ชาวโลกยอมรับตามชาวอเมริกันว่ามันใช้แลกสินค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หรืออาหาร ทำให้มันมีค่าสูงกว่าเศษกระดาษ ถ้าวันไหนสหรัฐหมดอำนาจ และชาวโลกไม่ยอมรับเงินดอลลาร์ ค่าของกระดาษนั้นก็จะอันตรธานไป
สภาทองคำโลกรายงานว่า เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ชาวโลกมีทองคำที่นำออกมาจากพื้นดินและป่าเขาแล้วราว 183,600 ตัน ทองกองมหึมานั้นตีค่าเป็นเงินดอลลาร์และเงินไทยเท่าไร คงคำนวณได้ไม่ยาก แต่หากลองถามดูว่า ค่าที่คำนวณออกมานั้นจริงหรือไม่ โดยใช้เรื่องชายสี่คนดังที่อ้างถึงเป็นเกณฑ์ จะเห็นว่าค่าส่วนใหญ่ของทองกองนั้น มาจากมายาจริตของเรา ทั้งนี้ เพราะเราใช้เพียงราวร้อยละ 9 ของทองกองนั้น ทำในสิ่งที่มีประโยชน์จริงๆ อาทิ ในเครื่องมือเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และในการซ่อมแซมฟัน ราวครึ่งหนึ่งใช้ในการทำเครื่องประดับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจีนและอินเดีย ราวร้อยละ 33 เป็นทองคำแท่งและเหรียญ ที่ผู้มีเงินเหลือใช้และนักเก็งกำไรซื้อไว้ เพื่อความอุ่นใจ และหวังกำไรเมื่อขายต่อ ราคาทองที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วรายวัน เป็นผลมาจากการเก็งกำไรเป็นหลัก ส่วนที่เหลืออีกราวร้อยละ 8 เป็นทองคำแท่งที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เก็บไว้เพื่อความมั่นใจว่า ตนมีทุนสำรอง เมื่อมองกันให้ถึงก้นบึ้งจริงๆ จะเห็นว่ากว่าร้อยละ 90 ของทองกองมหึมากว่า 1.8 แสนตันนั้น เราโยนทิ้งได้โดยไม่เกิดผลร้ายต่อการดำรงชีวิต แต่มายาจริตทำให้เราคิดว่าเราโยนมันทิ้งไม่ได้
หากเรามองทองคำตามประโยชน์ของการใช้สอย โดยปราศจากมายาจริต ราคาซื้อขายของมันน่าจะต่ำกว่าราคาในปัจจุบันมาก เนื่องจากมันมีมากเกินใช้สอย อย่างไรก็ตาม ราคาคงไม่ลดลงมาใกล้ศูนย์ เพราะทองเป็นโลหะที่มีคุณลักษณะพิเศษหลายอย่าง รวมทั้งการไม่เป็นสนิมและไม่แข็งมากเกินไป จนนำมาทำเครื่องใช้ได้ยาก เมื่อราคาลดลงมาก บุคคลโดยทั่วไปอาจใช้ทองคำทำถ้วยชาม อ้างน้ำล้างหน้าและโถส้วม ดังที่มีรายงานว่ามหาเศรษฐีผู้มีน้ำมัน นิยมทำกันอย่างแพร่หลายในย่านตะวันออกกลาง
มายาจริตที่ทำให้เราคิดว่า ทองคำมีค่าเกินกว่าการใช้สอย จริงๆ สร้างปัญหาสารพัดให้แก่ธรรมชาติและมนุษย์มานานนับพันปี แม้ในปัจจุบันนี้จะไม่มีการรุกราน โดยการยกกองทัพไปช่วงชิงทอง หรือยึดครองพื้นที่ ซึ่งเชื่อกันว่ามีแร่ทองคำมากดังเช่นในสมัยก่อน แต่การรุกรานก็ยังเกิดขึ้นในรูปของการลงทุนทำเหมืองทองคำ โดยบริษัทข้ามชาติของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในกระบวนการนี้ นายทุนจำนวนหนึ่งซึ่งมีจรรยาต่ำมักร่วมมือกับข้าราชการฉ้อฉล ทำลายชุมชนและสิ่งแวดล้อม การทำลายมีหลายอย่าง รวมทั้งการยึดครองพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน การทำลายป่า สายน้ำและภูเขา และการกำจัดไซยาไนด์ที่ใช้ในกระบวนการแยกทองไม่รัดกุมพอ เรื่องทำนองนี้มีเกิดขึ้นบ่อยครั้ง รวมทั้งในอาร์เจนตินา ซึ่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ ศาลสั่งให้เหมืองทองคำขนาดใหญ่ หยุดกิจการจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า ไซยาไนด์มิได้รั่วไหลออกไปทำลายสิ่งแวดล้อม
นั่นเป็นเรื่องของการทำเหมืองทองขนาดใหญ่ ในหลายประเทศ ยังมีการร่อนทองด้วยกระทะร่อนแบบดั้งเดิม และการลักลอบทำเหมืองเคลื่อนที่ ซึ่งใช้รถขุดและเครื่องฉีดน้ำแรงสูงที่ทำลายทั้งป่า หน้าดิน และสายน้ำอีกด้วย ผู้ทำมักใช้วิธีแยกทองโดยปรอท ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อคนและสิ่งแวดล้อมได้ หากไม่ระมัดระวังอย่างเพียงพอ
เรื่องเมืองไทยผลิตข้าวได้มาก แต่ชาวนามักยากจน มีสาเหตุมาจากชาวโลกส่วนใหญ่ต่างผลิตข้าว และอาหารที่รับประทานแทนข้าวได้ ส่งผลให้ราคาข้าวต่ำเมื่อเทียบกับราคาทองคำ ซึ่งมีค่าน้อยกว่ามาก หากวัดตามเกณฑ์ของความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
ทางออกสำหรับความขัดแย้งเรื่องเหมืองทองคำในเมืองไทย ไม่น่าจะหายาก หากเราเข้าใจและสามารถขจัดมายาจริตได้ หากยังลังเลใจ คงจะต้องกลับไปพิจารณาเรื่องกระสอบเงิน กระสอบทอง กระสอบข้าวสารและกระสอบปลาเค็มแห้งกันอีกครั้ง





