มีโอกาสได้พบกับ คุณอัญชลี วิสุทธิรัตนกุล จาก สำนักสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ
เลยได้สนทนากันถึงเรื่องที่ ซีพีเอฟ ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ หรือ DJSI (Dow Jones Sustainability Index) ประจำปี 2558
โดยในครั้งนี้ มีบริษัทไทย ได้รับการคัดเลือกในหมวดอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้ง ซีพีเอฟ จำนวนทั้งสิ้น 13 บริษัท
และที่น่าสนใจก็คือ ซีพีเอฟ สามารถผ่านการประเมินที่เข้มงวดของ ดาวโจนส์ ได้ทันทีที่เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม DJSI เป็นครั้งแรก ในขณะที่บริษัทชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก มักจะตอบตอบแบบสอบถามต่อเนื่องกันมาหลายปีกว่าที่จะผ่านการประเมินได้
คำถามในแบบสอบถามของ DJSI ที่ใช้ประเมินศักยภาพการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืน จะเน้นไปที่นโยบาย กลยุทธ์ วิธีดำเนินการ และผลที่เกิดขึ้น ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ เรื่องของ กระบวนการทำธุรกิจ เรื่องของ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และ เรื่องของ การใส่ใจต่อสังคมและชุมชน
ธุรกิจจะต้องอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมาในประเด็นหลักๆ เหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การประเมินเป็นคะแนน และบริษัทที่ได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนประมาณ 10% แรก จะเป็นตัวแทนในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ เพื่อนำคะแนนในหมวดต่างๆ มาจัดทำเป็น ดัชนีชี้วัดความยั่งยืน DJSI
ซึ่งแสดงว่า บริษัทที่ได้รับการคัดเลือก เป็นบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างโดดเด่น เป็นผู้นำของกลุ่มอุตสาหกรรมในเรื่องของการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ ทั่วโลก ที่นักลงทุนทั่วไปสามารถใช้เป็นมาตรวัดในการตัดสินใจลงทุนกับบริษัทนั้นๆ ได้อีกทางหนึ่ง
เนื่องจากเป็นการประเมินโดยการให้ตอบแบบสอบถาม ดาวโจนส์ จึงต้องอาศัยข้อมูลที่บริษัทได้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน เพื่อยืนยันว่า บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจที่มีประจักษ์พยานหลักฐาน ไม่ได้กล่าวอ้างลอยๆ จากคำตอบแบบสอบถาม
แหล่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ อาจได้แก่ เว็บไซต์ของบริษัท หนังสือรายงานประจำปี หนังสือรายงานความยั่งยืนหรือรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม และข่าวสารต่างๆ ที่เกี่ยวกับบริษัทที่ปรากฏในสื่อสารมวลชนทั่วไป
เช่น บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีข่าวด้านลบเกี่ยวกับการหลอกลวงข้อมูลกับทางภาครัฐที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ก็ได้ถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกของ DJSI ไปเรียบร้อยแล้ว
การเริ่มต้นนำธุรกิจไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนก็คือ การเปิดเผยข้อมูลและผลการดำเนินงานของธุรกิจใน 3 ประเด็นดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องและผนวกเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับกิจกรรมทางธุรกิจ
ดังนั้น เรื่องของการปลูกป่า การบริจาคเงินเพื่อการกุศล การไปทาสีโรงเรียน โดยบริษัทไม่ได้ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆ ก็จะได้รับการประเมินคะแนนไม่สูงนัก
แต่สำหรับ ซีพีเอฟ แล้ว บริษัทได้ผนวกธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารของตนเอง เข้ากับแนวคิด 3 เสาหลักสู่ความยั่งยืน คือ เรื่องของ อาหารมั่นคง ด้วยการส่งเสริมความปลอดภัยอาหารและสุขอนามัยผู้บริโภค สังคมพึ่งตน การพัฒนาสังคมให้เข้มแข็ง และ ดินน้ำป่าคงอยู่ ด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งหมดนี้ ล้วนอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” นำธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน
ในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์สู่ความยั่งยืนตามแนวทางของ DJSI ซีพีเอฟ เริ่มจากการระบุบริบทด้านความยั่งยืนของบริษัทเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของบริษัท
จากหนังสือรายงานความยั่งยืนประจำปี 2557 ของซีพีเอฟ ที่เผยแพร่ต่อสาธารณชน ซีพีเอฟ ได้กำหนดผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทออกเป็น 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ถือหุ้นและนักลงทุน กลุ่มพนักงานและครอบครัว กลุ่มลูกค้าและผู้บริโภค กลุ่มคู่ค้าทางธุรกิจ กลุ่มชุมชนและสังคม กลุ่มองค์กรภาครัฐ กลุ่มองค์กรภาคพัฒนาเอกชน และ กลุ่มสื่อมวลชน
ในขั้นตอนต่อมา ได้มีการสำรวจความต้องการต่างๆ ของทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย แล้วนำความต้องการที่หลากหลายเหล่านั้น มาวิเคราะห์ประเมินความสำคัญที่มีนัยสำคัญต่อองค์กรหรือความมุ่งหมายหลักทางธุรกิจขององค์กร แล้วนำมาจัดลำดับความสำคัญ
โดยพิจารณาจากของผลกระทบที่มีต่อการดำเนินธุรกิจ และผลกระทบที่มีต่อการประเมินและการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสียต่อบริษัท
ซีพีเอฟ สามารถสรุปประเด็นที่มีนัยสำคัญ (Materiality) ต่อความยั่งยืนทางธุรกิจของตน ได้ 15 หัวข้อ ได้แก่
(1) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (2) การจัดหาอย่างยั่งยืน (3) การมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน (4) การส่งเสริมการเข้าถึงอาหาร (5) ความปลอดภัยในการทำงาน (6) การบริหารทรัพยากรบุคคล (7) สิทธิมนุษยชน (8) การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม
(9) การบริหารความเสี่ยง (10) ข้อมูลผลิตภัณฑ์ (11) คุณภาพอาหาร (12) นวัตกรรม (13) การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (14) ภาพลักษณ์องค์กร และ (15) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
และได้จัดลำดับความสำคัญ ใน 4 เรื่องแรก นำมาสร้างเป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินการธุรกิจสู่ความยั่งยืน ได้แก่ การจัดหาอย่างยั่งยืน คุณภาพอาหาร สิทธิมนุษยชน และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การวางแผนพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นกิจลักษณะ และเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับกันทั่วโลก จะทำให้ธุรกิจสามารถกำหนดกรอบแนวทางได้อย่างชัดเจน ว่าการดำเนินการหรือกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้กับธุรกิจ จะต้องเป็นไปในทิศทางที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีควบคู่และผสมผสานกันไประหว่าง ผลตอบแทนและกำไรเชิงธุรกิจ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และการเกื้อหนุนสังคม
และยิ่งถ้าได้รับการรับรองมาตรฐานสู่ความยั่งยืนในระดับโลก เช่น DJSI ก็จะทำให้สามารถนำธุรกิจของตนเองไปวัดระดับเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ได้
เป็นบรรทัดฐานเพื่อพัฒนาธุรกิจของตน ในแง่มุมที่ยังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำไปสู่การเป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืนได้ต่อไป






