วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนตลาดเกิดใหม่ ควบคุมเงินทุนไหลออก

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 ต.ค.) การประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา

 หรืออังค์ถัด ออกรายงานเตือนประเทศกำลังพัฒนา ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจให้ใช้มาตรการควบคุมเงินทุน หรือ Capital Control เพื่อปกป้องเงินทุนไหลออก และลดความผันผวนของค่าเงินในแต่ละประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ เช่นกรณี บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงไทย หลังจากที่อังค์ถัด พบว่า ในช่วงหลายปีมานี้ มีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้ากลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ต่างๆ จาก 2.8% ต่อรายได้ประชาชาติในปี 2002 เป็น 6.2% ในปี 2010 แต่ขณะนี้เงินกำลังไหลออกจากประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ขณะเดียวกันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ออกมาเตือนว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจโลกขณะนี้ อยู่ที่ประเทศในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งบริษัทเอกชน ได้ก่อหนี้จำนวนมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยระบุ ในรายงานว่า ด้วยเรื่องเสถียรภาพทางการเงินของโลก ต่อการประเมินตลาดเกิดใหม่ท่ามกลางการปล่อยกู้จำนวนมาก เกินตัวถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่เริ่มเกิดจุดสะดุด และมีการชะลอปล่อยกู้ หลังจากการดิ่งลงของราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมทั้งความผันผวนในตลาดการเงิน จากความไม่แน่นอนในนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโลก ส่งผลให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจในช่วงขาลงมีความเด่นชัดมากขึ้นกว่าช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้

โดยความเสี่ยงนั้น เกิดจากการที่ภาวะตื่นตระหนกจากการล้มละลายในภาคเอกชน ในตลาดเกิดใหม่ อาจจะลุกลามไปยังตลาดการเงินทั่วโลก นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังเตือนว่า ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญกับกระแสการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทในภาคเอกชน โดยบริษัทในกลุ่มประเทศดังกล่าวมีระดับหนี้สูงถึง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้สู่ระดับ 3.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินปี 2552 ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ในเดือนก.ค.ที่ 3.3% และต่ำกว่าการขยายตัวในปีที่แล้วที่ 3.4% ในส่วนของประเทศที่กำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่จะขยายตัวลดลงที่ 4% ในปีนี้

สำหรับไทยนั้น ธนาคารโลกได้ลดตัวเลขคาดการณ์ เกี่ยวกับอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือ 2.5% ในปีนี้ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.5% และปีหน้าขยายตัวเพียง 2% จากอัตราขยายตัวเดิมที่คาดไว้ 4% ตามทิศทางอ่อนตัวของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยให้เหตุผลว่า เป็นผลจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน อีกด้านหนึ่งก็เกิดจากแนวโน้มที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะฉุดให้ค่าเงินในภูมิภาคอ่อนตัวลง ทั้งนี้การเปิดเผยรายงานประชุมนาทีต่อนาทีเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (8 ต.ค.) ชี้ไปในทิศทางที่ว่า เฟดอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปีหน้า โดยเสียงของสมาชิกเฟด เชื่อว่า การจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนต.ค.นี้ เหลือเพียง 10% โดยราว 42% เชื่อว่า จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 ธ.ค. แต่เสียง 92% กลับเชื่อว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย น่าจะเป็นเดือนธ.ค.2559 อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของตลาดเงินในสหรัฐ ปรากฏว่า ดอกเบี้ยระยะสั้นของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3-12 เดือนอยู่ที่ 0% เป็นการสะท้อนว่าอาจมีเม็ดเงินไหลออกจากสหรัฐชั่วคราว โดยเม็ดเงินดังกล่าว อาจไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยในช่วงสั้นรอบใหม่นี้ด้วย