ในการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม G77 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 ช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
ประเทศไทยได้รับการรับรองด้วยมติเอกฉันท์ให้ไทยทำหน้าที่ประธานวาระปี 2559
กลุ่ม G77 ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2507 โดยประเทศกำลังพัฒนา 77 ประเทศ รวมทั้งไทย ลงนามร่วมกันในแถลงการณ์ร่วมของประเทศกำลังพัฒนา 77 ประเทศ ที่ทำไว้ในช่วงท้ายของการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Trade and Development: UNCTAD) สมัยแรกที่นครเจนีวา หลังจากนั้นก็มีการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม 77 เป็นครั้งแรกที่เมืองแอลเจียร์ ประเทศอัลจีเรีย ระหว่างวันที่ 10-25 ตุลาคม 2510 และมีการลงมติยอมรับธรรมนูญแอลเจียร์ (Charter of Algiers) และพัฒนามาเป็นธรรมนูญถาวรของกลุ่ม G77 ในเวลาต่อมา กลุ่ม G77 มีสำนักงานประสานงานในเมืองที่มีหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติตั้งอยู่หลายแห่ง ปัจจุบันมีสมาชิก 134 ประเทศ ซึ่งเป็นองค์การระหว่างรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในองค์การสหประชาชาติ ถึงแม้จะมีสมาชิกเป็น 134 ประเทศ แต่ก็ยังคงเรียกชื่อกลุ่มเป็นกลุ่ม G77 ตามเดิม
ประธานของกลุ่ม G77 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม และกำกับการประชุมของสมาชิกกลุ่ม G77 แล้ว ยังทำหน้าที่โฆษกของกลุ่ม ประสานการทำกิจกรรมของกลุ่มกับในทุกๆ บทบาทตามที่กำหนดในธรรมนูญ ผู้ที่จะรับการเห็นชอบให้เป็นประธาน หมุนเวียนไปตามภูมิภาคระหว่างแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก อเมริกาใต้ และคาริเบียน ส่วนระดับประเทศเวียนตามตัวอักษร ปี 2558 ประธานคือ ประเทศแอฟริกาใต้ ในปีถัดไปคือปี 2559 มาถึงรอบที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิกจะเป็นประธาน โดยก่อนหน้านี้ มีประเทศในเอเชียแปซิฟิกประกาศที่จะเสนอตัวเป็นประธาน คือ บังคลาเทศ สหรัฐอาหรับอามีเรตส์ ในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ประเทศไทยได้ตัดสินใจสมัครชิงตำแหน่งประธานด้วย ต่อมาทั้งบังคลาเทศ สหรัฐอาหรับอามีเรตส์ ก็หลีกทางให้ไทย
กลุ่ม G77 มีจุดมุ่งหมายในการรวมกลุ่ม เพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถแสดงออก และส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาร่วมกัน และเพิ่มความสามารถการเจรจาต่อรองร่วมกัน ในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญๆ ภายใต้องค์การสหประชาชาติ และส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาร่วมกันจากใต้สู่ใต้
กิจกรรมที่สำคัญของกลุ่ม G77 กิจกรรมหนึ่งคือ แถลงการณ์ระดับรัฐมนตรี เรื่องระบบสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Ministerial Declaration on the Global System ofTrade Preferences among Developing (GSTP) เมื่อ วันที่ 8 ตุลาคม 2525 ต่อมาจึงจัดทำเป็นความตกลง ว่าด้วยสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (AGREEMENT ON THEGLOBAL SYSTEM OF TRADE PREFERENCES AMONG DEVELOPING COUNTRIES : GSTP)
ความตกลงว่าด้วยสิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาดังกล่าว เกิดขึ้นจากความตระหนักของประเทศสมาชิกว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนา จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ในการพึ่งพาตนเองของกลุ่ม และเป็นเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง อันจะมีส่วนช่วยให้กระบวนการในการพัฒนาเศรษฐกิจของโลก เกิดความสมดุล ความยุติธรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดระเบียบของเศรษฐกิจระหว่างประเทศขึ้นใหม่ และด้วยตระหนักว่า ระบบสิทธิพิเศษ GSTP จะเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม G77 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการผลิตและการจ้างงานในประเทศเหล่านั้น
ความตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญโดยสรุป คือ ความตกลงนี้มีไว้เพื่อการส่งเสริมรักษาไว้ซึ่งการค้าร่วมกัน และความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนา ด้วยการแลกเปลี่ยนการให้สิทธิพิเศษระหว่างกัน สิทธิพิเศษ GSTP สงวนไว้เฉพาะสมาชิกกลุ่ม G77 ที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ผลประโยชน์ของสิทธิพิเศษ GSTP จะเพิ่มแก่สมาชิกกลุ่ม G77 ที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น สิทธิพิเศษ GSTP จะครอบคลุมสินค้าทุกชนิด ทั้งสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นในรูปของวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป สินค้าสำเร็จรูป
สิทธิพิเศษ GSTP อันประกอบด้วยการจัดการเรื่องที่เกี่ยวกับภาษี และกึ่งภาษี เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับภาษี เรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการทางการค้า สิทธิพิเศษ GSTP เป็นสิทธิพิเศษที่เกิดจากการตกลงแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศสมาชิก จึงเป็นเรื่องที่ประเทศสมาชิกอาจประชุมเจรจาตกลงกันได้เป็นครั้งๆ ไป ไม่ว่าในแบบทวิภาคี หรือพหุภาคี
ในการใช้สิทธิพิเศษ GSTP ที่สำคัญคือ สิทธิในการลดหย่อนภาษีนำเข้า ซึ่งปัจจุบันมีประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมโครการ 43 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย โดยไทยก็ได้ใช้ประโยชน์ด้วยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสินค้านำเข้า สำหรับสินค้าที่ส่งจากไทยไปยังประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีนำเข้า ต้องอยู่ในรายการที่ประเทศนำเข้าตกลงแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษไว้ และต้องเป็นสินค้าที่ผลิตถูกต้องตามกฎ ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของระบบสิทธิพิเศษ GSTP โดยมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบ GSTP ที่ออกโดยกรมการค้าต่างประเทศ ไปแสดงต่อศุลกากรของประเทศนำเข้าด้วย
ปัจจุบันปรากฏว่า การส่งสินค้าของไทยไปประเทศกลุ่ม G77 โดยใช้สิทธิพิเศษ GSTP ลดหย่อนภาษีนำเข้ายังมีไม่มากนัก น่าจะมาจากสาเหตุสำคัญคือ รายการสินค้าที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษกันไว้ ยังมีรายการไม่มาก และไม่ครอบคลุมถึงสินค้าที่ไทยผลิตได้ ดังนั้น ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับการรับรองให้เป็นประธานกลุ่มในวาระปี 2559 จึงควรเสนอให้มีการประชุมเจรจาแลกเปลี่ยนสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษให้มากขึ้น และให้ครอบคลุมถึงสินค้าที่ไทยผลิตได้ และมีศักยภาพในการส่งออกให้มากที่สุด






